วันเสาร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2552

"ไรท"ลาแล้ว ล่วงลับ...ร่ำลา


และแล้วโรคมะเร็งก็ได้คร่าชีวิตสมาชิกในครอบครัวฉันไปอีกคน ที่แปลกไปจากครั้งก่อนๆคือครั้งนี้กลับไม่ใช่ตายาย ลุงป้าน้าอา ญาติพี่น้อง ทว่าเป็นคนที่ฉันไม่เคยพบไม่เคยเจอ แม้แต่หน้าก็ไม่เคยเห็น อย่างดีก็เคยเห็นแต่เพียงจากรูปภาพจากGoogleที่มีอยู่น้อยนิด รูปถ่ายจากหน้าคอลัมน์ที่เขาเขียน ปกหนังสือที่เขารวบรวมถ่ายทอดความรู้ความคิดต่างๆ แค่เพียงเท่านั้นฉันก็รักและผูกพันเขาเหลือเกิน จำได้ว่าสมัยเรียนมหา’ลัย ฉันชอบโดดเรียนไปขลุกอยู่ในหอสมุดเพื่ออ่านคอลัมน์จาก “ศิลปวัฒนธรรม"”และ “มติชนสุดสัปดาห์”เล่มเก่าๆ ทุกครั้งที่เริ่มอ่าน ฉันจะเปิดหน้าสารบัญเป็นอย่างแรกเพื่อค้นดูว่า เขาเขียนหน้าไหนแล้วจะรีบเปิดหาคอลัมน์นั้นอย่างใจจดใจจ่อ
คอลัมน์ที่ชอบว่าด้วย สยาม อุษาคเนย์ อินเดียใต้ ชาติทมิฬ เจ้าแม่ดิน ปลัดขิก ของ “ฝรั่ง”คนหนึ่งที่ชื่อ... ไมเคิล ไรท
วันที่ทราบข่าวว่า มะเร็งได้กล่อมให้ไมค์หลับใหลไม่ให้ตื่นขึ้นมาอีก จำได้ว่าอยู่ที่ทำงานได้รับmassageจากเพื่อนสนิท ตอนนั้นฉันปฏิเสธข่าวร้ายแล้วพยายามปลอบใจให้มันเป็นข่าวลือ ทว่ากลับใจหายรู้สึกผ่าวดวงตาเหมือนจ้องที่จ้า อาการร้องไห้ไม่ใช่อาการที่จะบรรเทาความรู้สึกอันอัดอั้นข้างในได้ ฉันจึงไม่ทำ ความตายไม่ได้พรากฝรั่งแก่ๆคนหนึ่งที่ชอบพูดเรื่องจู๋จิ๋ม เจ้าแม่งูเจ้าแม่ห่า อุษาคเนย์ ไปเท่านั้น แต่ได้พังเหมืองแห่งปัญญาอันมีค่ายิ่งในดินแดนที่เรียกว่าทองอย่าง “สุวรรณภูมิ”อย่างไม่เหลือซาก ในฐานะอดีตนักศึกษาโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฉันสำนึกตลอดเวลาว่าเป็นหนี้บุญคุณและความรู้ไมค์มากมายมหาศาล

...เพราะถ้าไม่มีคนอย่างไมค์ ก็จะไม่มีคำอย่าง “อุษาคเนย์” …

แม่ของไมค์พูดถูก แม่ของไมค์บอกว่าความตายไม่ใช่เรื่องทุกข์โศก.... แต่การสูญเสียมันใช่ โดยเฉพาะการสูญเสียคนอย่างไมค์ เป็นเรื่องที่คำว่าทุกข์โศกไม่เพียงพอสำหรับการนิยามอารมณ์ความรู้สึกนั้นได้
เพราะสำหรับฉัน ไมเคิล ไรท ไม่ได้เป็นแค่คอลัมนิสต์ นักคิดนักเขียน แต่เป็นนักจุดประกาย เป็นครู เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ความคิดและความอ่าน
ฉันไม่ได้แค่เสียดายความรู้ที่ไมค์เก็บไว้ในหัวของเขาที่ได้ตายไปพร้อมกัน แต่ฉันเสียดายที่ “ว่าจะเขียนจดหมายไปหา” แต่ไม่ได้ทำสักที
ที่ฉันพล่ามมาซะยืดยาวขนาดนี้ เพื่อนฉันบอกว่า ไม่ต่างอะไรไปจาก แฟนคลับของ บิ๊ก ดีทูบี ที่ฟูมฟายกับการจากไปของศิลปินคนโปรดที่ตนเองไม่เคยได้เข้าถึงตัวตนจริงๆของเขา อย่างเก่งก็ได้แค่สัมผัสผลงาน
จะอะไรก็ช่างเหอะ ฉันรักไมค์ และไมค์ก็เป็นอุทาหรณ์ให้ฉันตระหนักได้ว่าอยากจะทำอะไรให้รีบทำ ไม่อย่างนั้นจะนึกเสียดายทีหลังที่ไม่ยอมเขียนจดหมายตั้งแต่แรก คราวนี้ฉันจึงเขียน ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขียนให้ใครอ่าน เพราะไมค์ไม่อยู่ให้อ่านแล้ว หรืออย่างน้อยที่สุดให้ โมหิณี แมวผีของไมค์อ่านฉันก็ดีใจแล้ว

วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ตอบจดหมายจากแดนไกล


To my dear
I was very glad to read e-mail all time I wonder that you love me or not but after I departure to Japan I know you love me too.Now I use internet at internet cafe sorry for not call to u for chat. Today I very lonely in hotel and miss u so much I want you beside me. You know 52 days to leave away from my love is lonely and hard to explajn. I can't tell u I'm miss u and lonely much more when stay without you. Ok it's time to sleep, wish you have good dream and thinking of me na krab. Know I love u always. take care yourself and miss me.
Your babe

Fukuoka Japan


---------------------------
ที่รัก


ฉันก็คิดถึงคุณมากๆเหมือนกัน จากที่อ่านเมล ทำให้ฉันคิดอะไรออก อย่างหนึ่งคือ
ภาษาไทยมีปัญหาในการอธิบายความรู้สึกออกมาให้ฟังดูไม่เลื่ยนเอียน การที่ใช้ภาษาอังกฤษทำให้ความรู้สึกเวลาอ่านมันromanticizedมากกว่า ภาษาไทย

จะบอกว่า " การอยู่ห่างๆคนรักมันช่างเปล่าเปลี่ยว และยากเกิดจะอธิบายได้ " ( to leave away from my love is lonely and hard to explain ) มันดูเก่า เชย พ้นสมัย มากกว่าภาษาอังกฤษเป็นไหน ด้วยเหตุนี้ฉันจึงรู้สึกว่า ภาษาอังกฤษสมควรเป็นภาษาสากลมากกว่า ไม่ใช่เพราะการล่าอาณานิคมอย่างเดียว แต่เป็นเพราะความลื่นหูของภาษาด้วยว่าไหม

อย่างคำว่า love เรามักเห็นเด็กมือบอนเขียนหลังเบาะรถเมล์มากกว่าคำว่า "รัก" ทั้งที่เด็กกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ไม่นิยมใช้ภาษาอังกฤษเท่าคนมือไม่บอน แต่คำว่า love มันน่าอ่านน่าเขียน และให้ความรู้สึกละมุนละไมมากกว่า อันนี้ฉันว่าไม่น่าจะใช่ว่าเราต้องแปลมันอีกทอดหนึ่งหรอกนะ

แต่คำว่า “รัก” โดดๆ มันช่างดูเเข็งทื่อ เหมือนถูกแช่เย็น เหมือน ฉากเข้าพระเข้านางในละครหลังข่าวช่อง7สี ยังไงยังงั้น

ด้วยเหตุนี้เองมั้งที่รักอยู่ตัวโดดๆ ในmessage ไม่ได้ ต้องมีคำขยาย อย่าง “รักนะ จุ๊บๆ” หรือ “รักนะ เด็กโง่” ที่วัยรุ่นชอบใช้กัน

เหมือนหนังต่างชาติเรื่องอะไรที่เข้ามาในไทย ที่มักจะเป็นคำเดียว แต่มักจะถูกแปลออกมาเป็นวลี เป็นประโยค เพื่อความเข้าใจในบุคลิกของหนัง มากกว่าจะเป็นคำไม่กี่พยางค์ลอยๆ เราจึงดูหนังเรื่อง Prestige ในนามของ “ศึกมายากลหยุดโลก” และอยู่ในคอนโดที่ชื่อ The Room ไม่ใช่ “ห้อง”

ที่ฉันร่ายยาวอย่างนี้ เพราะไม่รู้จริงๆว่าจะพรรณนาความรู้สึกของตนเองออกมาเป็นภาษาไทย ให้มันไม่เลี่ยนเอียนยังไง แต่ฉันก็ไม่สามารถเขียนเป็นภาษาอังกฤษได้ยืดยาว เพราะไม่เก่งพอ เพราะฉะนั้น การเพ้อเจ้อเรื่อยเจื้อยของฉัน จึงเป็นการระบายความคิดถึงที่มีต่อคุณที่ง่ายที่สุด
รักและคิดถึงมากกกกก...
ที่รักของคุณ

สยามประเทศ


ปล. ถ้าถึงประเทศไทยแล้วกลับมาบ้านเรา ซื้อแปรงสีฟันอันใหม่ด้วยนะ เพราะแปรงของคุณ ฉันเอามาใช้แปรงฟันตัวเองเรียบร้อยเเล้ว เพราะไม่รู้จะทำยังไงดีที่จะรู้สึกว่ามี"ของ"คุณอยู่ในปากฉัน

วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2551

“การเปลี่ยนแปลงสังคม ความสุข และ ศาสนา”

“ความสุขและการเปลี่ยนแปลงสังคม” ฉันนั่งทบทวนชื่อหัวข้อที่จะต้องเขียน วกไปวนมา8-9 เที่ยว เกี่ยวกับ ทั้ง 2 คำว่ามันสัมพันธ์กันหรือขัดแย้งกัน

ถ้าให้คิดง่ายๆ ตามสไตล์ยัปปี้ การเปลี่ยนบรรยากาศเปลี่ยนแหล่งนัดพบเพื่อนฝูงหรือร้านกาแฟหลังเลิกเรียนเลิกงานย่อมดีกว่าอยู่กับแหล่งเดิมๆซ้ำซากจำเจ การเปลี่ยนมือถือบ่อยๆก็ย่อมนำมาซึ่งความพึงพอใจมากกว่าใช้เครื่องเดิมๆ การใส่เสื้อผ้าใหม่ๆ เปลี่ยนทรงผมอยู่เสมอย่อมได้รับคำชมและความสนใจกว่า และถ้าหากเชื่อตามนักสถิติ เกี่ยวกับอัตราการย้ายถิ่น ที่ผู้ย้ายถิ่นส่วนใหญ่ย่อมย้าย เพื่อการเป็นอยู่ที่ดีกว่า อุดมสมบูรณ์กว่า รายได้ที่ดีกว่า คุณภาพชีวิตที่ดีกว่า ความขัดแย้งทางการเมืองหรือสงครามน้อยกว่า เพราะฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่า ความเปลี่ยนแปลงเป็นฉนวนนำความสุข

เช่นเดียวกับครอบครัวฉันที่พ่อกับแม่ย้ายทะเบียนบ้านจากชนบทที่รายได้ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับสภาวะทางธรรมชาติ ที่มีความพอเพียงเฉพาะพอกินแต่ไม่พอเก็บเผื่อลูกๆในอนาคต มาทำงานที่รายรับสูงกว่ามั่นคงกว่า ในเมืองที่มีรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน เมืองที่มีมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศให้ลูกๆได้เล่าเรียน เมืองที่น้ำไหลไฟสว่างกว่า เมืองที่เข้าถึงความรู้และทรัพยากรต่างๆของโลกอย่างง่ายดายกว่า เมืองที่เดินเหินในยามคืนค่ำโดยไม่ต้องกลัวงูเงี้ยวเขี้ยวขอทำอันตราย เมืองที่หาและเปลี่ยนคู่นอนได้สะพรัดกว่า เมืองที่เมื่อยามป่วยไข้ไม่ต้องพึ่งผีสางและความศรัทธา เมืองที่ความตายไม่ได้มาจากผีแม่ม่ายหรือเจ้าป่าเจ้าเขา เมืองที่ไม่ได้เป็นที่สิงสู่ของผีเปรตเจตภูต ทว่าเต็มไปด้วยเทพเทวดา อย่างกรุงเทพมหานคร

ครอบครัวฉันไม่ได้เปลี่ยนแปลงแค่สถานที่ ย้ายมาอยู่ในย่านที่ไม่เคยทุกข์ระทม โศกาอาดูร อย่าง “อโศก” แต่ยังเปลี่ยนแปลงรูปแบบของครอบครัวอีกด้วย จากครอบครัวขยายมาสู่ครอบครัวเดี่ยว ซึ่งมันไม่ได้ก่อให้เกิดความทุกข์แต่อย่างใด ซ้ำกลับเข้าได้ดีกับบริบทของสังคมที่ฉันอยู่ สังคมที่องค์ความรู้และทรัพยากรที่สำคัญไม่ได้อยู่ติดบ้าน แต่กลับอยู่บนพื้นที่สาธารณะ ต้องอาศัยการเดินทางผ่านฝูงชนมากมายคลาคล่ำ ด้วยเวลาที่เร่งรีบ การยกโขยงกันไปทั้งครอบครัวใหญ่ มีสมาชิกหลายๆคน ทั้งคนเฒ่าคนแก่ติดสอยห้อยตามไปด้วย ย่อมเป็นอุปสรรคในการเข้าถึง อีกทั้ง การที่มีญาติผู้ใหญ่อย่าง ตายาย ลุงป้าน้าอา มาอยู่ในบ้านการจะจิกใครสักคนที่เพิ่งไปเจอกันตามผับบาร์มาหลับนอนด้วย ย่อมเป็นไปได้ยาก หรือแทบเป็นไปไม่ได้เลย
ฉะนั้นอดีตครอบครัวขยายแบบฉันจึงมักกลับบ้านต่างจังหวัดเพื่อไปพบญาติๆเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่หรือวันหยุดยาวๆ และกิจกรรมที่มักประกอบร่วมกันเพื่อสร้างความทรงจำร่วมตามสถาบันครอบครัวในอุดมคติเกษตรกรชาวพุทธก็คือ การไปทำบุญที่วัด ไม่ว่าจะทำบุญถวายพระ หรือผีบรรพบุรุษก็ตาม

หลังจากที่เราถวายสังฆทานและฟังพระสงฆ์ท่องบ่นบาลีที่ทั้งฟังและแปลไม่รู้เรื่อง ( ซึ่งช่วยให้แลดูขลังและศักดิ์สิทธิ์ขึ้นเยอะ ) เจ้าอาวาสก็ถามพ่อแม่ฉันว่า “โยมเป็นอย่างไรบ้าง ไปอยู่กรุงเทพ สุขสบายดีไหม” พระปุจฉาด้วยคำถามคล้ายๆ How are you ? ของชาวตะวันตกคริสเตียนผิวขาว ฉันได้แต่สงสัยว่าพระสงฆ์รูปนี้ สังกัดศาสนาอะไร ศาสดาของเขาเองบอกอยู่โทนโท่ว่า สรรพสิ่งเกิดมาเพราะมีกรรมยังต้องเวียนว่ายตายเกิด ทุกชีวิตจึงล้วนเป็นทุกข์

ฉันเกิดมาในครอบครัวพุทธศาสนาที่เชื่อว่าศาสนิกทั้งหลายเกิดมาเพื่อชดใช้กรรม ซึ่งเองฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไปสร้างวีรกรรมวีรเวร ก่อหนี้ก่อกรรมกับใครไว้เมื่อไร แต่โชคดีที่ศาสนานี้ให้คำตอบแบบเข้าใจง่ายว่า “เมื่อชาติที่แล้วของเอ็งไง” แล้วชาติที่แล้วฉันเกิดเป็นอะไร “ ชาติที่แล้วแอบเกี้ยวพาราสีพลอดรักกันในวัด ชาตินี้เลยอาภัพเรื่องผู้ชาย” “ชาติที่แล้วของฉันสมัยไหนเจ้าคะ สมัยมีรัฐชาติหรือยัง หรืออยู่ในสมัยที่ยังไม่มีชนชั้นกลาง เท่าที่รู้มาวัดเป็นพื้นที่พบปะผู้คนในชุมชน วันสงกรานต์วันลอยกระทง เขาก็ให้หนุ่มสาวได้มาพบปะทำความรู้จักกันภายใต้การควบคุมสอดส่องของผู้ใหญ่และศาสนาไม่ใช่หรอคะ ถ้าไม่ให้อิฉันเล่นหูเล่นตาหาหนุ่มๆในวัด แล้วจะรอให้มันมาดักปล้ำกลางทางระหว่างไปทุ่งอย่างเดียวรึไงเจ้าคะ ” เรื่องเถียงพระสงฆ์องค์เจ้าไม่มีใครเกินฉันหรอก

จนดูเหมือนจะเป็นเรื่องปรกติไปแล้ว ที่เวลาไปวัด ฉันมักถูกพระทักไปต่างๆนานว่า เมื่อชาติก่อนฉันเคยเป็นไพร่บ้าง เป็นทาสบ้าง เป็นเมียทหารพระเจ้าตากที่ช่วยพระองค์ในการหลบหนีไปบวชที่ถ้าเขาขุนพนม จังหวัดนครศรีธรรมราชบ้าง เป็นนางฟ้าบนดาวดึงส์ที่ถูกสาปบ้าง ทำไมไม่เคยมีใครทักว่าชาติที่แล้ว ฉันคือมาดาม มารี คูรี่ ซีโมน เดอร์ โบวัว ดัชเชสแห่งกลอสเตอร์ เมียลับๆของเลนิน ไม่ก็ลูกสาวหัวหน้าเผ่าอินคาที่มาชูปิคชูบ้างเลย

แต่เรื่องที่ไม่ปรกติ ( สำหรับฉัน ) คงจะเป็น “สุขสบายดีไหม” ของเจ้าอาวาสนี่แหละ ที่เล่นเอาฉันฉงน ทุกข์ใจมากกว่าเดิม หรือว่าบางที่พระรูปนี้อาจจะเป็นพุทธศาสนา นิกาย modernism ที่ชอบการเปลี่ยนแปลง เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลง การปฏิวัติ จะนำมาซึ่งความเจริญ รุ่งเรื่อง และอะไรใหม่ๆซึ่งย่อมดีกว่าของเก่าๆ
แต่สำหรับศาสนาพุทธ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นิกายเถรวาท นิกายที่ยึดถือวาทะของเถระ เชื่อตาม “คำสั่ง” และ “คำสอน” ของพระอาวุโส ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงแก้ไขตามสภาพและบริบทของสังคม เพราะการแก้ไข เปลี่ยนแปลงวาทะของเถระในอดีต ไม่เพียงแต่เป็นการลบหลู่คำสั่งสอน แต่ยังทำให้คำสอนนั้นเสื่อม และนำไปสู่ความเรียวลงของศาสนา

ยิ่งการแปรเปลี่ยน ความไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง การไม่สามารถคงทนอยู่ได้ เป็นทุกขัง ฉะนั้น การดับทุกข์และตัดสายธารแห่งความเสื่อมที่ประสิทธิผลที่สุดก็คือ การไม่พยายามเปลี่ยนแปลงอะไรเลย เท่ากับ การนิพพาน ที่ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด เปลี่ยนชาติภพไปเรื่อยเปื่อย กลายเป็นอนัตตา ที่ปราศจากตัวตน

ธรรมะ วิชาความรู้ และระเบียบวินัย ( Discipline ) ของพุทธจึงถูกสถาปนาให้เป็นสิ่งสากล ธรรมะกลายเป็นสิ่งเดียวกับธรรมชาติ เป็นความจริงสูงสุด ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ เสมือนนิพพาน disciplineแบบนี้จึงไม่ต่างไปจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นชุดความรู้ที่ถูกเปล่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระผู้เป็นเจ้า เป็นวิชาที่ผีมอบให้หรือศาสตร์ที่เทวดาประทานมา และเป็นหลักธรรมที่อริยบุคคลชนชั้น “เจ้า” ที่ปลีกวิเวกนั่งหลับตาให้ต้นไม้แล้วเกิดพุทธิปัญญาขึ้นมาเอง

ความรู้แบบพุทธ จึงเป็นความรู้ที่ไม่สามารถสืบหาแหล่งที่มาหรือเอกสารอ้างอิงได้ และยิ่งเมื่อเชื่อว่า ความรู้สูงสุดคือความว่างเปล่าไม่มีตัวตน ก็ยิ่งทำให้ความรู้นั้นไม่สามารถตรวจสอบได้ เมื่อตรวจสอบไม่ได้ ความรู้นั้นจึงไม่โปร่งใส คลุมเครือ ยากแก่การเข้าถึง ด้วยเหตุนี้ ตลอด2550 กว่าปีที่ผ่านมา เราจึงมีอริยบุคคลเพียงคนเดียวที่สามารถเข้าถึงองค์ความรู้นั้นได้ก็คือคนเดียวกับที่ผลิตความรู้นั้นขึ้นมา

การสร้างหอไตรกลางบ่อน้ำ จึงไม่เพียงแต่จะป้องกันความรู้จากอัคคีภัยและแมลงกัดแทะ แต่ยังป้องกันไม่ให้คนได้เข้าถึงอีกด้วย
ความรู้ทางศาสนาถูกวางให้พ้นมือศาสนิก อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้ยากแก่การเข้าถึง ช่วยทวีความไม่โปร่งใสให้ดำมืดลึกลับน่าสนใจอยู่ตลอดเวลา รวมไปถึงช่วยให้ความรู้ศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น ลอยตัวอยู่เหนือสรรพสิ่ง มีเสถียรภาพไม่ถูกแก้ไข เปลี่ยนแปลง

ทั้งที่จริงแล้ว ทุกศาสนาล้วนถือกำเนิดมาเพื่อเปลี่ยนแปลง เพราะอย่างน้อยที่สุด บรรดาศาสดาทุกคนต่างก็พยายามปฏิวัติสังคมด้วยการป่าวประกาศทฤษฎีแนวคิด “ใหม่ๆ” ในยุคสมัยนั้น และหาศิษย์และสาวกเพื่อเป็นกองกำลังหนุนให้กับวาทกรรมของตน อีกทั้งศาสนาเองก็มีกำเนิดมาจากการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน เมื่อมนุษย์เริ่มเพาะปลูก แทนการเก็บของป่าล่าสัตว์ ทำให้มนุษย์เริ่มมีศาสนา ฉะนั้น ศาสนาจึงมีฐานะไม่ต่างไปจากความทุกข์มากนัก เพราะต่างก็เป็นประดิษฐกรรมแห่งการเปลี่ยนแปลง
การเพาะปลูกไม่ได้ทำให้มนุษย์ได้แค่พืชผล แต่ยังทำให้มนุษย์ได้หน้าที่ใหม่คือการผลิต ทั้งการผลิตพืชผัก และการผลิตแรงงานในการผลิตพืชผัก หรือจะพูดง่ายๆคือ การร่วมเพศกัน เพื่อให้เกิดลูกออกหลานช่วยกันทำไร่ไถนาแต่ถึงกระนั้นศาสนา ที่ถือว่าเป็นผลผลิตจากการที่มนุษย์รู้จักการเพาะปลูกเหมือนกันก็ไม่ได้พิสมัยกับการผลิตประเภทนี้เท่าไรนัก

เพราะศาสนาถือว่า การร่วมเพศความกำหนัดเป็นโลกียอารมณ์กิเลสตัณหา ต้นเหตุแห่งความเสื่อม ทำให้ “ร้อยรัดพัดกระพือให้กระวนกระวายใจ” อีกทั้งยังก่อให้เกิดชีวิต ที่ชีวิตล้วนแล้วแต่มีทุกข์ มีเวรมีกรรม ถึงได้ถือกำเนิดขึ้นมา และเมื่อการดับทุกข์ทางศาสนาก็คือ นิพพาน ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด เป็นอนัตตา เป็นความว่างเปล่า ที่ไม่มีชีวิตตัวตนดำรงอยู่ ซึ่งการงดร่วมเพศก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะไม่ต้องให้มนุษย์เกิดขึ้นมารับทุกข์เข็ญอีก
แม้ศาสนาจะไม่ถูกกันกับการผลิต แต่กลับสนิทสนมและไปกันได้ด้วยดีกับชนชั้นเจ้า ที่เสมือนพี่น้องคลานตามกันมากับศาสนา เพราะระบบชนชั้น นักปกครองและผู้ปกครอง ล้วนถือกำเนิดมาจากการเกษตรเช่นเดียวกัน เนื่องจากมนุษย์มีการเพาะปลูก ต้องเร่งผลิตแรงงาน ประชากรจึงเพิ่มขึ้น เกิดเป็นชุมชน เป็นสังคมที่มีระบบและความซับซ้อน มีการแบ่งงาน สะสมผลผลิต และจัดลำดับชนชั้นทางสังคม มีการสร้างเมือง เกิดชนชั้น“เจ้า” และเมื่อถึงจุดนี้ สงครามจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะว่ามันช่วยขยายพื้นที่และแรงงานในการผลิต

ด้วยเหตุนี้ศาสนาและสงครามจึงควบคู่กันมาตลอด อย่างน้อยที่สุดศาสนาก็คือการทำสงครามกับกิเลส ตัณหา ปราบปรามความทุกข์และหยุดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งไปด้วยกันได้ดีกับนักรบ นักปกครอง เพราะศาสนาไม่เพียงสร้างเสถียรภาพให้เกิดการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุดให้กับนักปกครอง ( เพราะการเปลี่ยนแปลงของเจ้าผู้ปกครอง ย่อมหมายถึงความตาย การผลัดแผ่นเดิน หรือช่วงชิงราชบัลลังค์ ) แต่ยังสร้างความชอบธรรมให้กับสงครามอีกด้วย
เนื่องจากการทำสงคราม อีกนัยหนึ่งก็คือการเผยแพร่ศาสนา เพราะว่าการที่จะปกครองประเทศราชที่มากมายและหลากหลายวัฒนธรรมให้ง่ายนั้น นักรบผู้ปกครองก็ต้องทำให้มีศูนย์รวมศรัทธาร่วมกัน เคารพในสิ่งเดียวกัน มีวัฒนธรรมพีกรรมร่วมกัน มีผีหรือพระเจ้าตนเดียวกัน ซึ่งผีหรือพระเจ้านั้นก็ต้องเป็นตนเดียวที่ผู้ปกครองเชื่อถือศรัทธา ดังที่พระเจ้าอโศกพยายามให้เมืองใต้อาณัติของพระองค์นับถือพุทธศาสนา ดังนั้นศาสดากับกษัตริย์จึงแยกจากกันไม่ขาดเสียทีเดียว ดังที่ พราหมณ์ทั้ง 7 คนได้ทำนายพระพุทธเจ้า สมัยที่ยังเป็นกุมารสิทธัตถะว่า หากได้ถือเพศฆราวาสจะได้เป็นมหาจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ ปราบปรามและปกครองแว่นแคว้นมากมาย หากออกบรรพชาจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า คอยสั่งสอนเวไนยสัตว์ เป็นศาสดาเอกแห่งโลก

ด้วยเหตุนี้ “เจ้า” ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น พระเจ้า พระพุทธเจ้า รวมไปถึงพระเจ้าอยู่หัว ต่างก็ไม่โปรดกับการเปลี่ยนแปลงเท่าไรนัก เพราะมันไม่ได้นำมาซึ่งความสุข รังแต่จะให้สถาบันของตนเสื่อม เรียวลง และจุดจบ การเปลี่ยนแปลงเนื้อหาเพียงเล็กน้อยของหลักธรรม ก็ทำให้เกิดการแตกแยกเป็นนิกายต่างๆ การเปลี่ยนแปลงการการปกครอง ก็กลายเป็นอวสานของกษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นตัวบุคคลหรือในระดับสถาบัน

การที่พยายามไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ “เจ้า” นั้น ทำให้เจ้าไม่ยอมแสดงอากัปกิริยา ที่สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน เราจึงไม่เคยเห็นพระพุทธรูปในเวอร์ชั่น แก่ชรา แม้แต่ในตอนที่ปรินิพพานในวัย 80 สาธารณชนจึงไม่เคยเห็นชนชั้นสูง แสดงอารมณ์ที่แปรปรวน ไม่ว่าจะเศร้า โมโห ริษยา หัวร่องอหาย เพราะยิ่งเปิดเผยความเปลี่ยนแปลงและอารมณ์ความรู้สึกมากเท่าไร ก็ยิ่งถูกเข้าใจและเข้าถึงได้มากเท่านั้น ซึ่งจะทำให้ความศักดิ์สิทธิ์และความน่าเชื่อถือลดน้อยลง

ดังนั้นผู้ที่ “นิ่ง” ดูสุขุมเยือกเย็น คัมภีรภาพ น่าเคารพเชื่อถือมากกว่า คนที่ กระโตกกระตาก กระดี๊กระด๊า และอารมณ์แปรปรวน และด้วยเหตุนี้ “cool” จึงแปลได้กับคำว่า เจ๋งหรือเท่

และในสังคมที่เชื่อและเคารพผู้อาวุโส เรียงคุณค่าของบุคคลตามลำดับก่อนหลัง ผู้ที่เกิดก่อนย่อมศักดิ์สิทธิ์และทรงอิทธิพลกว่าผู้มาใหม่ บุคลิกลักษณะที่นิ่งเงียบจึงได้รับการยอมรับว่าเป็น “ผู้ใหญ่” ขณะที่อารมณ์ที่แปรปรวน ขึ้นๆลงๆ กลายเป็นคุณลักษณะของเด็กและวัยรุ่น ซึ่งวาทกรรมดังกล่าวถูกสร้างความชอบธรรมด้วยองค์ความรู้ของแพทย์และนักจิตวิทยา

เมื่อผู้ที่นิ่งกว่า ไม่ไหวติงหรือแสดงอารมณ์ความรู้สึก ย่อมน่ายำเกรงกว่า ผู้ที่แน่นิ่งหรือตาย ย่อมได้รับการเคารพและกราบไหว้มากกว่าผู้ที่ยังเป็นๆอยู่ แม้ว่าศพนั้นจะเป็นเด็กวัยรุ่นหรือทารกก็ตาม ความตายจึงเป็นตัวเปลี่ยนผ่านความไม่น่าเชื่อถือสู่ความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ยังพลาสเจอไรท์ให้กับผู้ตายอีกด้วย แม้ว่าศพนั้นจะตายเพราะไปปล้นฆ่าใครจนโดนวิสามัญฆาตกรรม หรือพรานล่าสัตว์ถูกเสือขบกัดตาย หนังสืองานศพของพวกเขาก็จะถูกเล่าคุณงามความดีในประวัติเสียหยดย้อย

ความตายนั้นช่วยให้คนจิตนาการและใฝ่ฝันถึงการเกิดใหม่ ชาติภพหน้าที่ดีกว่าปัจจุบัน เพราะ ศาสนิกหลายคนเชื่อในพระเจ้า500ชาติ พระเจ้า 10 ชาติ ต้องการสั่งสมบุญเพื่อชาติถัดไปให้ใกล้ถึงนิพพานยิ่งขึ้น ชาติ “ใหม่” ที่เกิดมาย่อมเป็นชาติที่ “ดี” กว่าชาติเก่า
และคริสต์ศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา “ความสมัยใหม่” / modernity / modernism ( ที่พยายามปลดแอกมวลมนุษยชาติออกจากศาสนาความเชื่อที่ตรวจสอบหรือพิสูจน์ไม่ได้ คลุมเครือ ไม่โปร่งใสและไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ) ได้ถือค่อยๆเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ความคิดที่ว่าการเปลี่ยนแปลงย่อมนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า สิ่งใหม่ย่อมนำมาซึ่งความเป็นอยู่ที่ดีกว่าและเติมเต็มความสุขสมได้กว่ามากสิ่งเก่าก็ชัดเจนขึ้น อะไร “ใหม่ๆ” จึงเป็นสิ่ง “ดี” ซึ่งได้รับการยอมรับและต้องการจากสังคม แม้ว่าจะไม่ขลัง “cool” แต่มันก็ “hot” ชนิดที่ว่า “มีอะไรใหม่ๆไหม” เป็นประโยคติดปากของใครหลายคนเหมือน “สุขสบายดีไหม”

เมื่อเกิดการปฏิวัติวิทยาและศาสตร์ มนุษย์กระหายความรู้ที่ไม่คลุมเครือและสามารถพิสูจน์หรือตรวจสอบได้ ศาสตร์ที่เป็นวิทยาศาสตร์จึงได้รับการยอมรับ แทนที่ศาสตร์ของศาสนาที่เปรียบได้กับของเก่าล้าสมัย
การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่ทางแห่งความเสื่อมอย่างที่ศาสนาว่า แต่ถูกให้ความหมายว่าเป็นการประยุกต์และการผลิตสิ่งใหม่ๆ ความรู้ที่มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงได้ ถือว่ามีพลวัติ ไม่แน่นิ่งและไม่ตาย ความรู้ที่ไม่แสดงตัวตนอารมณ์ความรู้สึกและแหล่งที่มาถูกมองว่าเป็นความรู้ที่ถูกผลิตมาอย่างขาดความรับผิดชอบ ไม่แสดงตัวตน ไม่เปิดเผยตำแหน่งแห่งที่ของผู้ผลิตความรู้

ด้วยเหตุนี้ งานวิชาการหลายชิ้นที่ถือกำเนิดขึ้นในเวลาต่อมา จึงกลั่นมาจากประสบการณ์และตัวตนของผู้ศึกษาเอง อย่างเช่นงานเขียนวิชาการและทฤษฎีของfeminisms

เมื่อการประยุกต์ และความมีพลวัติเป็นสิ่งสำคัญ มนุษย์ต้องเปลี่ยนแปลงตนเองให้ทันสมัย เพราะมันนำซึ่งความก้าวหน้า การอยู่กับอดีตไม่ยอมเปลี่ยนแปลง คือการจมอยู่กับความทุกข์ ภาพของนักอนุรักษ์นิยมที่ปรากฏออกมาในที่สาธารณะจึงเป็นภาพของผู้ที่เกรี้ยวกราด โมโหร้าย และเป็นอุปสรรคของอนาคต คนที่ยังยึดติดกับคนรักเก่าที่จากไป จึงเป็นคนที่อมทุกข์ ขังตัวเองอยู่กับที่ และน่าสงสาร และอดีตมักถูกเปรียบได้กับผีที่คอยหลอกหลอนและเป็นภัย โลกสมัยใหม่จึงมองเรื่องผีเป็นเรื่องโง่งมงาย และไร้สาระ

เมื่อผีเป็นเรื่องปัญญาอ่อน ไม่ได้น่าหวาดผวาอีกต่อไป ศาสนาจึงไม่มีความจำเป็นในการดำเนินชีวิต เพราะพระได้สถาปนาตนเองเป็นตำรวจปราบผี

สิ่งใหม่จึงกลายเป็นคู่ตรงข้ามกับศาสนาในตัวของมันเอง เพราะไม่เพียงแต่จะทำให้ศาสนาลดบทบาทลง แต่มันยังขัดแย้งต่อหลักธรรมอีกด้วย เหตุที่ศาสนาไม่ปลื้มกับการผลิตเป็นทุนเดิม เพราะทำให้เกิดทุกข์ แต่สิ่งใหม่ๆกลับเป็นผลพวงจากการผลิต ที่สังคมยุคใหม่พึงพอใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยการค้า คอลเลคชั่นใหม่ของเสื้อผ้าร้องเท้ากระเป๋าเครื่องประดับ รุ่นใหม่ๆของเทคโนโลยี ย่อมเป็นที่นิยมและสร้างกำไรได้มากกว่าคอลเลคชั่นหรือรุ่นเก่าๆ ผู้คนย่อมจ่ายให้กับสินค้าเหล่านี้เพื่อความสุขที่เกิดขึ้นทันตาเห็น แทนการทำบุญให้วัดเพื่อหวังความสุขในภายภาคหน้าที่ไม่สามารถประกันความมั่นใจได้ว่าจะสุขจริงๆ ศาสนาจึงมักโจมตีการบริโภคและกระแสทุนนิยมและความหรูหราฟุ่มเฟือย ว่าเป็นสิ่งเสื่อมทราม กิเลสตัณหา เพราะทั้งบริโภคนิยมวัตถุนิยมและทุนนิยมได้แย่งลูกค้าจากวัดไปเสียหมด แต่ถึงกระนั้นวัดวาอารามต่างก็ถูกสร้างขึ้นมาจากทรัพยากรที่เหลือเฟือ ความมั่งมี ความหรูหราที่เกิดจากการค้าการเก็บภาษีและสงครามของชนชั้นสูง ไม่ได้ถูกสร้างจากความศรัทธาเพียงล้วนๆ

เช่นเดียวกับการค้าที่ยังต้องอิงอาศัย โครงสร้างสังคมที่เชื่อว่าสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ดีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้าอาหารที่ผู้ประกอบการนิยมเพิ่มชื่อร้านตนเองด้วยคำว่า “เจ้าเก่า” จนกลายเป็นนามสกุลพ่วงท้าย เช่นเดียวกับคำว่า “สูตรดั้งเดิม” “ต้นตำหรับ” ซึ่งเอาเข้าจริงก็ไม่รู้ว่าต้นตำหรับใคร ดั้งเดิมหรือเก่าแก่ขนาดไหน ศตวรรษ ทศวรรษ หรือเมื่อวาน ?

แต่ถึงกระนั้น ความเก่า ก็ยัง “เก๋า” พอที่จะเรียกลูกค้าได้มากกว่าร้านอาหาร “เจ้าใหม่” “สูตรทันสมัย” ที่แทบจะไม่ปรากฏให้เห็นตามหลังชื่อร้าน

เอาเข้าจริงแล้ว ฉันว่า การเปลี่ยนแปลง และการไม่เปลี่ยนแปลง ล้วนแล้วแต่ทำให้เกิดความสุขและความทุกข์ ขึ้นอยู่ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นใครได้หรือเสียผลประโยชน์

การเปลี่ยนแปลงย่อมก่อให้เกิดสิ่งแปลกใหม่และประหลาด แม้จะสร้างปัญหาในการนิยามอันเป็นลักษณะนิสัยของพระและเจ้าที่จะสร้างความหมาย นิยามเพื่อควบคุม แต่จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ชนชั้นเจ้ามักเป็นผู้รับสิ่งใหม่ๆก่อนชนชั้นอื่น และการเปลี่ยนแปลงล้วนเกิดขึ้นจากชนชั้นสูงก่อนเสมอ

ก่อนหน้านี้ มนุษย์เปลี่ยนแปลงตนเองด้วยการทำความรู้จักใช้ไฟและประดิษฐ์เครื่องมือหิน ทำให้มนุษยชาติกินอาหารได้หลากหลาย กินเนื้อสัตว์ได้มากขึ้นทั้งสายพันธุ์และปริมาณ แต่ก็ทำให้การขับถ่ายเป็นไปอย่างได้ยากลำบากยิ่งขึ้น แต่การเปลี่ยนแปลงต่อมาก็ทำให้เราไปปลดทุกข์ อย่าสงบสุขในห้องแห่งความสุขหรือ “สุขา” ไม่ต้องเผชิญกับงูเงี้ยวเขี้ยวขอขณะไปทุ่ง หรือต้องคอยระแวดระวังหมูหมาที่จะมาสร้างความรำคาญ
ในสังคมเกษตรกรรม ผู้คนเลี้ยงชีพด้วยการปลูกข้าวครอบครองที่ดิน ก็ไม่สามารถหรือไม่จำเป็นที่จะโยกย้าย เปลี่ยนแปลงที่อยู่อาศัย การอยู่กับที่ การไม่ไปไหนหรือเปลี่ยนแปลง ย่อมดีกว่า ไม่ต้องทุกข์ร้อนกับการเผชิญหน้ากับสัตว์ร้ายและโรคภัยไข้ป่า ทำให้มีเวลาและอาหารเหลือเฟือ วันๆปี้ๆเอาๆกันมีลูกมีหลานมาช่วยกันทำไร่ไถ่นา แต่ก็ต้องเผชิญกับความทุกข์อันเกิดจากการผลิต ตามที่ศาสนาบอก

ทั้งนี้เนื่องมากจาก ศาสนาได้เข้ามานิยามความหมายของการเปลี่ยนแปลงและความคงที่ ความหมายของความสุขและความทุกข์ ซึ่งในการกระบวนการการให้ความหมายนั้น ศาสนาได้ให้ความหมายของความทุกข์จากสิ่งปรกติที่ปรากฏอยู่บนโลกแล้ว แต่ให้สร้างหนทางในการดับทุกข์จากสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นบนโลกเลย

วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2551

วิกฤตของพ่อแม่


เรื่องมันมีอยู่ว่า เพื่อนฉันอยากไปเที่ยวเขาใหญ่ แต่ลากิจไม่ได้ จึงพยายามเสาะแสวงหาใบรับรองแพทย์เก๊ๆ เพื่อมาสร้างความชอบธรรมในความเจ็บไข้ได้ป่วยจนไม่สามารถเป็นฟันเฟืองให้กับนายทุนปัจจัยในการผลิตให้กับนายทุน
แต่ก็แปลก ถ้าเพื่อนฉันป่วยจนไม่สามารถออกไปทำงานได้ แต่ทำไมต้องให้เพื่อนฉันขับรถไปโรงพยาบาลเพื่อขอใบรับรองแพทย์ด้วย

ในฐานะคนตกงานอยู่ในบุคคลไร้รายได้ที่แน่นอน ฉันได้แต่เห็นอกเห็นใจคนทำมาหากินที่อยากจะพักผ่อนนอนอยู่บ้านกระดิกนี้วตีนติดกัน 2 – 3 วันทั้งที ยังต้องอาศัยโรคภัยไข้เจ็บที่สมเหตุสมผลพอที่จะไม่ต้องทำงานได้ ไม่เหมือนสมัยเรียนหนังสือ นึกอยากจะโดดเมื่อไรก็โดด ไปกินเหล้าเมายาหยำเปตลอดทั้งคืน ตื่นเช้ามาปวดหัวเรียนไม่ไหวก็นอนต่อ ไม่เห็นต้องรายงานให้ใครทราบว่าพี่ตายหรือยายป่วย... ก็แน่ละทำงานแลกเงินเขานี่ ไม่ได้วันๆนั่งๆนอนๆขอเงินพ่อแม่ไปวันๆอย่างฉัน ที่อยู่ในสภาวะพึ่งพิงทางเศรษฐกิจ ฉันจึงมีพ่อแม่เป็นสรณะตั้งแต่เด็กยันโต ฉันจึงกลายเป็นคนติดบ้าน ไม่อยากจากพ่อแม่ไปไหนสักครั้ง


ตอนเด็กๆ ทุกครั้งที่ฉันผวาตื่นไม่ว่าด้วยฝันร้ายหรือเสียงฟ้าคำราม ทุกครั้งที่ฉันมีบาดแผลไม่ว่าที่ร่างกายหรือหัวใจ ฉันจะเก็บซ่อนความเสียดแสบความประหวั่นพรั่นพรึงและน้ำตา แล้ววิ่งแจ้นไปหาอ้อมกอดแม่หรือพ่อ เพราะมันเป็นที่ที่รู้สึกปลอดภัย อบอุ่นใจและได้รับการคุ้มภัยมากที่สุด


ไม่เพียงเฉพาะเศรษฐกิจ แต่พ่อแม่ยังเป็นเสาหลักให้พึ่งพิงทางจิตใจ ปลอบประโลมยามหวาดกลัว อบรมสั่งสอนพยายามให้ฉันอยู่ในโอวาท สำหรับฉันพ่อแม่จึงกึ่งๆศาสนาหรือพระเจ้าที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวและขัดเกลาจิตใจ กำหนดกฎระเบียบ แถมมีความศักดิ์สิทธิ์น่าเทิดทูน และเกิดจากความหวาดกลัว


ด้วยเหตุนี้จึงมีคนชอบเปรียบพ่อแม่กับ พระ กับ พรหม ที่อยู่ในบ้าน อยู่บ่อยๆ


แต่พอโตขึ้นเรื่อยๆ ฉันเริ่มเข้าใจว่าโลกไม่ได้มีแค่ในบ้าน พ่อไม่ได้หล่อและเท่ห์ที่สุดในโลกและแม่ก็ไม่ได้เป็นผู้หญิงสวยที่สุดเช่นกัน ความรู้และกฎระเบียบเริ่มเพิ่มพูนขึ้นรอบนอกรั้วบ้าน ฉันจึงได้เรียนรู้และเข้าใจในบางสิ่งที่พ่อแม่ไม่เคยสอนและไม่เคยรู้


เมื่อไม่ใช่ผู้ที่ฉลาดรอบรู้และพึ่งพาไปได้ทุกเรื่อง พ่อกับแม่จึงไม่ได้เป็นที่พึ่งได้ให้กับในลูกๆเหมือนตอนยังเป็นเด็ก ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งใหญ่น่ายำเกรงอย่างพระเจ้า


“พระและพรหมในบ้าน” จึงดูเหมือนเป็นวาทกรรมที่ขี้จุ๊และเวอร์ไปสักหน่อย เพราะพ่อแม่ก็เป็นเพียงมนุษย์ขี้เหม็นคนหนึ่งที่มีผิดชอบชั่วดีเหมือนกัน
ลูกหลายๆคนจึงไม่ยอมให้พ่อแม่มาลิขิตชะตาชีวิตราวพระเจ้าว่าต้องดำเนินชีวิตอย่างไร เรียนคณะอะไร ทำงานด้านไหน ต้องกลับบ้านกี่โมง แล้วเรียนจบต้องแต่งงานกับใคร


ยิ่งเทรนด์โลกที่สิทธิของแต่ละบุคคลเท่าเทียมกันและมีเสรีภาพเสมอกัน แม้จะเป็นไปตามทฤษฎี ก็ตาม แต่ก็ทำให้มนุษย์มีอำนาจในการเลือกกำหนดและปกครองชีวิตได้เอง


พ่อแม่จึงเป็นผู้ปกครองลูกได้ก็ต่อเมื่อลูกยังเป็นผู้เยาว์เท่านั้น


เพราะเมื่อเด็กโตพอจนพ้นสภาพผู้เยาว์ ย่อมมีศักยภาพพอที่จะควบคุมและพึ่งตัวเองได้มากขึ้น พ่อแม่จึงไม่ใช่ผู้ปกครองอีกต่อไป ลูกจึงไม่ได้เป็นผู้ถูกปกครองหรืออยู่ใต้อาณัติตามหลักกฎหมาย เหมือนที่พ่อแม่คาดหวังให้ลูกพึ่งตัวเองมากขึ้น คิดเองทำอะไรได้เองไม่ต้องให้พ่อแม่ประคบประหงมอยู่ตลอด แต่ขณะเดียวกันพ่อแม่ก็หวังลึกๆว่าในสายตาของลูกจะไม่มีใครยิ่งใหญ่และทรงอำนาจไปกว่าตน


มันจึงดูเหมือนเป็นวิกฤติศรัทธาสำหรับพ่อแม่บางคู่ที่รู้สึกอดปวดกบาลไม่ได้ว่า “เด็กเดี๋ยวนี้มันไปเชื่อดารานักร้องกันหมดแล้ว ไม่เชื่อพวกเราหรอก” ไม่ก็ “เดี๋ยวนี้มันชักจะเอาใหญ่ พูดอะไรไม่รู้จักฟัง แถมยังเถียงคำไม่ตกฝาก”
ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายน่าสะเทือนใจหรือเป็นความล่มสลายของสถาบันครอบครัวที่ชนชั้นกลางหลังศตวรรษที่ 19

เทิดทูนแต่อย่างใด หากบุพการีจะไม่ใช่บุคคลที่น่าเชื่อถือที่สุดทุกเรื่องสำหรับชีวิตลูกๆที่ตนเคยเฝ้าฟูมฟักอบรมสอนสั่งในสภาพแวดล้อมและบรรยากาศที่เหมาะสมมานานนับปี เพราะถ้าหากพ่อแม่น่าเชื่อถือได้หมดทุกเรื่อง ป่านนี้ เพื่อนฉันคงไม่ต้องมะงุมมะงาหราหาหมอออกใบรับรองแพทย์ให้หรอก เธอคงเขียนใบลาเอง แล้วให้พ่อแม่เซนต์ชื่อกำกับว่า ““ขอรับรองว่าเป็นความจริง”

วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ฮวงจุ้ยดี ชีวีมีสุข


ฉันโตมาในสมัยเพลง”หนูอยากเป็นอะไร”ของพี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ และพอโตมาแล้วก็ได้ฟังเพลง”ชีวิตลิขิตเอง”ของพี่เบิร์ดอีก จนทำเอาเป็นสาวมั่น ไม่เชื่อโชคชะตากรรมเวร อยากจะทำอะไร หวังอะไรไว้ก็ทำตามอย่างที่หวังไว้ ไม่เชื่อว่าจะมีพรหมมาลิขิต โชคชะตาเวลาเกิดมากำหนดว่าตกฟากเวลานี้โตไปจะทำอะไรรุ่ง เกิดวันเดือนปีอะไร ธาตุใด ราศีไหน ชงกับอะไร ควรขับรถสีใด ใส่เสื้อสีอะไรสุขภาพจะดี ยิ่งเรื่องน้ำ(ฮวง)กับลม(จุ้ย) มีผลอย่างไรต่อการครองเรือนและดำรงชีวิตอย่างฮวงจุ้ยจึงยิ่งเป็นเรื่องที่ไกลตัวออกไปเช่นเดียวกับ ลักจั๊บ สี่ข่วย อีจิ้ง โหวงเฮ้ง


อันที่จริง ไม่ใช่แค่ไม่รู้ ขนาดสะกดผันวรรณยุกต์ยังไม่ค่อยจะถูกเลย


ดังนั้นจึงไม่เคยคำนึงเวลาจะนอนว่าต้องหันหัวไปทิศไหน เวลาเลือกคบคนก็ไม่เคยคำนวณว่าถึงราศีปีเกิดว่าชงไม่ชง เพราะเวลาเมาเราก็นอนได้ไม่ว่าจะสถานที่ใดหรือกับใคร… รึไม่จริง
หมอดูคนหนึ่งบอกว่า ที่ฉันยากจนข้นแค้นอยู่ถึงทุกวันนี้เป็นเพราะผมทรงหน้าม้าของฉัน ที่ไม่ยอมเซ็ทผมเปิดหน้าผากรับทรัพย์ตามหลักโหงวเฮ้ง
สงสัยหมอดูคงไม่รู้จักม้า อรนภา เพราะชีมีรายได้มากกว่าหมอตั้งหลายเท่า ทั้งที่มีทรงผมแบบนั้น
แต่บอกว่าไม่เชื่อเลยก็ดูจะโม้ไปนิด เพราะเวลาเห็นคนไปดูดวง ทำพิธีสะเดาะเคราะห์ ไหว้พระไหว้เจ้าทั้งพุทธฮินดูจีน ก็ไปด่าว่างมงาย ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ แต่พอเวลามีคนทักว่าดวงกำลังตกก็ขี้ขึ้นสมอง คอยระแวงระวังจนไม่กล้าออกจากบ้าน ใครบอกให้ไปไหว้อะไรไปไหว้หมด แล้วค่อยอ้างทีหลังว่า “ทำไว้ไม่เสียหาย” หรือ “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่”
ในฐานะที่เป็นมนุษย์สัตว์ที่มีระบบสมองซับซ้อน จึงต้องคิดอะไรซับซ้อน ไม่ได้ตัดสินแบบหัวก้อยหรือขาวดำได้ เพราะฉะนั้น เราจึงมักได้ยินคำติดปากว่า “เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง”
ที่ไม่เพียงแต่จะบอกว่า กำลังตกอยู่ในสถานการณ์อิหลักอิเหลื่อ พิพักพิพ่วนที่จะตอบว่ากูเชื่อเรื่องพรรค์นี้หรือไม่ แต่ยังบอกว่า “กูก็ไม่เชื่อตัวเองเหมือนกันว่ากูเชื่อหรือไม่เชื่อ”
แต่ด้วยประสบการณ์ตรงกับชีวิต ที่ตกล่องปล่องชิ้นกับเศรษฐีแก่นายหนึ่ง หลังจากที่ฉันมะงุมมะงาหราหามานานเกือบครึ่งค่อนชีวิต
เขาปลูกบ้านให้ฉันอยู่หลังหนึ่งที่ต่างจังหวัด หลังจากที่ทนฉันบ่นสภาพมลพิษ และรถติดของเมืองหลวงไม่ไหว แม้ว่าเขาจะลงทุนสร้างบ้านหลังนี้ให้ฉันแต่ก็เป็นไปตามความแนะนำของซินแสแทบทุกคำ แม้ฉันจะท้วงด้วยเหตุผลร้อยแปดก็ไม่เป็นสำเร็จ เพราะหนึ่ง เงินเขา สอง เขาให้เหตุผลว่า ถ้ามันไม่ดีจริงก็คงไม่อยู่ได้มานานเป็นพันๆปี และเป็นสากล ยอมรับกันเป็นทั่วโลก
แม้ว่าฉันไม่ใช่ racism ก็ตาม แต่การที่จะทำใจเชื่อด้วยเหตุผลที่ว่ามีมาตั้งแต่โบราณ ยิ่งเป็นความเชื่อร่วมสมัยกับความเชื่อที่ว่าผู้หญิงที่เท้าขนาดไม่กี่นิ้วนั้น น่าหลงใหลได้ปลื้มกับจนต้องรัดซะแทบเดินไม่ได้ จึงเป็นเรื่องที่ทำใจลำบากอย่างยิ่ง


แล้วที่บอกว่าเป็นสากลทั่วโลกน่ะ ก็เล่นตั้งรกรากไปทั่วโลกซะขนาดนั้น


แต่ถึงอย่างไร ฉันก็ได้บ้านหลังน้อยท่ามกลางหมู่มวลพฤกษานานาพันธุ์สมใจ ข้างหน้ามีลำธารขนาดใหญ่ ข้างหลังเป็นทิวเขาเขียวขจี ซึ่งซินแสบอกว่า ถูกหลักฮวงจุ้ย ใครอยู่บ้านหลังนี้จะมีแต่ความสุข เจริญรุ่งเรือง มีโชคลาภ ผัวเมียจะอยู่กันยืดแก่เฒ่า ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร .... ท่าจะจริงอย่างที่ซินแสว่าคู่รักจะอยู่กันยืด

ก็จะให้หนีไปไหนได้ล่ะคะ หน้าบ้านเป็นภูเขาหนีไปก็กลัวตะเข้ จะลากไปกิน ปีนเขาหนีไปหลังบ้าน ก็กลัวเสือคาบไปโซ้ย

เห็นทีฉันต้องเชื่อฮวงจุ้ยเสียแล้ว...

วันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2551

รถเมลฟรี เพื่อ(พลัง)ประชาชน


ในที่สุด ฉันก็มีสถานภาพเฉกเท่ากับสมณะสามเณรนางชีรวมไปถึงคนบ้า หรืออย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด ก็สถานภาพเช่นเดียวกับ ชายแต่งองค์ทรงเครื่องลิเกระยิบระยับแพรวพราวแต่ไม่มีฉลองพระบาท … เพราะว่าไม่ต้องจ่ายค่ารถเมล์

ทั้งนี้เป็นไปตามนโยบายขึ้นรถเมล์ฟรีของรัฐบาลที่ออกมาแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าให้กับ ( วิกฤตประชานิยมของและ ) ประชาชนที่กำลังเดือดร้อนกับรายจ่ายที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องด้วยอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มมากขึ้น ( อันนี้จำขี้ปากนักข่าวมา แปลไม่ออกหรอกว่าเงินเฟ้อเงินอืดหมายถึงอะไร )

บนรถขสมก. ที่ฉันโหนอยู่จึงแน่นขนัดผิดกว่าแต่ก่อน ต่างคนต่างเบียดเสียดยัดเยียดในที่แคบๆ ทั้งอบทั้งอ้าวอวลไปด้วยกลิ่นน้ำหอมกลิ่นเต่า กลิ่นเหงื่อ กลิ่นเปรี้ยว กลิ่นสาบ คลุ้งตลบในพาหนะที่ปูพื้นด้วยไม้กระดานเก่าๆหลังคาทำจากโลหะโทรมๆ กับเครื่องยนต์ที่ขู่คำรามอยู่ตลอดเวลาแข่งกับเสียงกรรโชกของรถรารอบข้าง

ซึ่งเป็นบรรยากาศที่คุ้ยเคยแต่ไม่อาจคุ้นชิน สำหรับคนที่เกิดมาในชนชั้นมีอันจะกิน ( ถ้าประหยัด ) ในสังคมเมือง ที่ต้องพึ่งพิงรถโดยสารในการเดินทางจึงเป็นเรื่องที่ไม่มีทางเลือกและคุ้นชินกับพฤติกรรมบางอย่างโดยไม่รู้ตัว กลายเป็นทักษะในการใช้รถใช้ถนนที่ว่าจะต้องข้ามถนนอย่างไรถ้าวันดีคืนดีรถติดมากๆ โชเฟอร์เกิดเปลี่ยนเส้นทางขึ้นมาเองเสียดื้อๆ หรืออาศัยจังหวะติดไฟแดงปล่อยผู้โดยสารตามยถากรรมกลางถนนใหญ่ หรือ จะหลับอย่างไรขณะที่โชเฟอร์บีบแตรเรียกลูกค้าอย่างเกรี้ยวกราดทุกป้ายรถเมล์ โดยไม่สะดุ้งตื่นเกือบตลอดทาง หรือแม้แต่จะนั่งตรงไหนโดยไม่ต้องสละเบาะนั่งให้คนแก่ เด็ก คนท้อง เพราะถ้าคนนั่นรถเมล์บ่อยๆจะรู้ว่า ที่นั่งใกล้ประตูและริมทางเดินเป็นพื้นที่สีแดง เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่งต่อการสูญเสียเบาะนั่ง

เพราะว่าการโหนรถเมล์นั้นเป็นสภาวะยอมจำนนที่ไม่ใช่เพียงจำนนต่อ มโนธรรม วาทกรรม เศรษฐกิจ ( เพราะถ้ามีตังค์คงซื้อรถเก๋งขับ โบกแท็กซี่สบายใจเฉิบไปแล้ว ) แต่มันเป็นสภาวะยอมจำนนต่อการเลือกไม่ได้ชนิดเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งเลือกไม่ได้แม้กระทั่ง วันนี้ต้องรอรถเมล์นานขนาดไหน มันจะมาตอนไหน มันจะจอดรับกูไหม ขึ้นไปจะมีที่นั่งไหม รถจะเสียกลางครันหรือไม่ หรือแม้แต่คนขับมาจะจอดลงตรงป้ายกูหรือเปล่า

ดังนั้นการอาศัยบริการรถเมล์จึงเป็นเรื่องของ “ความเสี่ยงโชค” และ “ดวง” ล้วนๆ เพราะเราไม่สามรถกำหนดได้ว่ารถเมล์จะมีมาตอนไหน ดวงดีได้ขึ้นเร็วได้นั่ง โชคร้ายอาจไม่มีที่ให้นั่งหรือต้องนั่งกับคนตัวเหม็น แต่อาจซวยกว่านั้นคือเจอเด็กช่างกลเข้ามายิงกันในรถเมล์ หรือ โชเฟอร์ขับเร็วส่งผู้โดยสารไม่ครบ 32 ก่อนถึงป้าย

ที่ขับกันเร็วๆส่วนหนึ่งก็เพราะ การขนส่งมวลชนเต็มไปด้วยรถเมล์รัฐ รถเมล์ร่วม ( ซึ่งได้สัมปทาน ทำหน้าที่แทนรัฐที่ไม่มีเงินผลิตสายรถเมล์ ) ที่บางเส้นทางก็มีสายที่ทับซ้อนกัน ต่างก็ต้องแข่งขันกันเพื่อแย่งลูกค้า ทว่าการแข่งขันกันไม่ใช่ต่างคนต่างพัฒนาระบบคุณภาพ แต่เป็นการแข่งความเร็วแย่งลูกค้า คันไหนถึงเร็วกว่าคันนั้นได้ลูกค้าไปครอง

และแน่นอนที่สุด ผู้โดยสารเห็นอะไรมาก่อนก็ต้องขึ้นคันนั้นเป็นเรื่องปรกติ เพราะว่าถ้ารออีกคนไม่รู้จะมาชาติไหน ( ยิ่งวันไหนต้องขึ้นสายนั้นยิ่งไม่ค่อยมีให้เห็น แต่พอวันไหนไม่ต้องขึ้น เสือกมากันเยอะแยะเต็มไปหมด )

ฉันจึงไม่เคยรู้สึกปลอดภัย ไว้วางใจเวลาอยู่บนท้องถนน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่ออาศัยบริการรถเมล์ประเภท ” เขียวนรก ” อันที่จริงชื่อนี้ฉันไม่ได้คิดเองหรอกนะ เพียงแต่เรียกตามคนอื่นเขามาอีกทีเหมือน แดงครีม น้ำเงินขาว ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตั้งสมญา แต่ไม่เคยแปลกใจว่าทำไมถึงเรียกแบบนั้น เพราะประสบการณ์นั่งรถเมล์เขียวไม่เคยแยกออกจากหมวดหมู่ประสบการณ์เฉียดตายทุกครั้ง

เพื่อนฉันเคยขึ้นรถเมล์เขียวแถวรามคำแหงกลางดึก คนขับรถเมล์ท่าทางหิวเบียร์จัด ใช้โอกาสติดไฟแดงลงไปซื้อมา 2 – 3 กระป๋องขึ้นมาซด แล้วให้กระเป๋ารถเมล์มาขับแทน ท่ามกลางความประหวั่นพรั่นพรึงของผู้โดยสาร ยังดีที่คนขับยังพอมีสติพอจะแยกออกได้ว่าใครเป็นกระเป๋าใครเป็นผู้โดยสาร เพราะกระเป๋าเล่นใส่กางเกงเจเจ เสื้อเชิ้ตน้ำเงิน คีบรองเท้าแตะเป็นยูนิฟอร์ม ซึ่งโชคดีที่ฉันไม่เคยเจอคนขับกินเหล้าเมายา อย่างมากก็แค่สูบบุหรี่ขณะขับ ให้ดมคาร์บอนมอนอกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ ยังไม่พอแถม นิโคติน ให้กูอีก

แต่พอหนีควันพิษขึ้นมารถปรับอากาศ เหมือนหนีเสือปะจระเข้จริงๆ เพราะมันปรับอากาศจริงๆ แต่ปรับให้ร้อนขึ้น จนฉันนึกว่าเป็นรถเมล์ติดฮีตเตอร์เครื่องแรกของประเทศไทย ฉันเลยต้องนั่งรถปรับอากาศจนหลังแฉะตูดแฉะตั้งแต่ท่าเตียนยันแฮปปี้แลนด์

แม้ว่าจะมีสติกเกอร์แปะตามหน้าต่างให้แนะนำร้องเรียนการบริการรถประจำทาง แต่เบอร์นั้นไม่เคยมีผู้รับสายเลยแม้ว่าจะเป็นเวลาใดก็ตาม

เรื่องเล่า ( บ่น ? ) เกี่ยวกับรถเมล์ไม่ว่าจะเป็นสีอะไร ปรับอากาศหรือไม่ก็ตาม จึงเป็นอมตะมีมาให้ฟังไม่รู้จบไม่รู้หน่าย และเช่นเดียวกัน... ไม่รู้จักปรับปรุง

ด้วยประการฉะนี้ฉันจึงไม่ปีติโสมนัสกับนโยบาย รถเมล์ฟรี เพื่อประชาชน เพราะบางทีรถเมล์ที่เพื่อประชาชนอาจไม่ใช่รถเมล์ที่ฟรี แต่เป็นรถเมล์ที่มีระบบ คุณภาพ ปลอดภัย พอที่ผู้โดยสายสารวางใจในชีวิตบนท้องถนนและรู้สึกว่ายินดีจ่ายค่าบริการแม้ว่าจะขึ้นราคาสักกี่ครั้งก็ตาม

แม้จะเข้าใจดีว่าการแก้ปัญหารถเมล์เป็นเรื่องที่หินมากสำหรับทุกรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล “หมัก” รัฐบาล “หมม” หรือ รัฐบาล “หมกเม็ด” เพราะมันล้วนเป็นปัญหาที่สัมพันธ์กับการจราจร งบประมาณ ปริมาณพลังงานที่มีอย่างจำกัด ผลประโยชน์ทับซ้อน หรืออะไรต่อมิอะไรเยอะแยะตาแป๊ะไก่ และที่สำคัญไม่เคยมีผู้บริหารรัฐคนไหนเข้าใจปัญหาเกี่ยวกับขนส่งมวลชนโดยตรง เพราะต่างก็ไม่เคยเดินทางเข้าสภาด้วยรถเมล์
ถ้าไม่ใช่รถเก๋งก็เป็นรถถัง…

หลังจากชำแรกกายผ่านฝูงชนที่แน่นขนัด ก้าวลงจากรถขสมก.ฟรีด้วยเสื้อผ้าอันยับย่นชื้นแฉะไปด้วยเหงื่อของตัวเองและคนแปลกหน้า ฉันหันกลับไปมองสภาพรถที่เพิ่งลงมากำลังทะยานตัวด้วยความเร็วสูงพร้อมพ่นควันดำปิ๊ดปี๋ออกจากท่อไอเสีย พ่วยพุ่งฟุ้งอากาศจนแทบมองไม่เห็นข้อความที่เขียนไว้ข้างหลังว่า “รถเมล์ฟรี เพื่อประชาชน”

ทำเอามองแวบแรกนึกว่าป้ายโฆษณาหาเสียงพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง เพราะ Font มันดูคุ้นตาชอบกล...

วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ผู้หญิงไม่กลัวแก่


ทันทีที่เราอายุมากขึ้น ชีวิตก็ยิ่งทวีความซับซ้อนมากขึ้นทั้งความคิดความอ่าน หรือถ้าไม่ใช่สำหรับบางคน อย่างน้อยยศนำหน้าชื่อก็เปลี่ยนไป มีมิติทางเพศก็ปรากฏให้เห็นความซับซ้อนของตัวเรา จากน้องกลายเป็นพี่ จากพี่นานๆเข้าถูกเรียกเป็น “ป้า” ไม่ก็ “ยาย”

แม้จะช่วยบอกวัยวุฒิและความอาวุโสอันเปรียบได้กับเครื่องรางของขัลงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสังคม แต่บางครั้งก็รู้สึกเจ็บจี๊ดๆที่ใจชอบกล เพราะมันรู้สึก ”กูแก่” แน่สิไม่มีใครอยากแก่ ตกกระ นมยาน หนังหน้าเหี่ยวกันหรอก เพราะมันดูน่าเกลียดไม่น่ามอง ความแก่จึงกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีใครปรารถนา แต่เป็นสิ่งที่เราหลีกหนีไม่พ้น นอกเสียจากว่าจะชิงตายไปก่อนแก่ แต่แน่ล่ะ...ก็ไม่มีใครกล้าทำ

แม้ว่าสาวๆหลายคนจะไม่อยากแก่แต่ถึงอย่างไรก็ยังอยากมีอายุที่ยืนยาว

ขนาดพระพุทธรูปที่เป็นผู้ชายทั้งดุ้นเองก็ยังไม่ชอบความแก่เฒ่า เราจึงไม่เห็นพระพุทธเจ้าในวัยคุณตา เพราะมันไม่น่ามองไม่มีพุทธศิลป์ และที่สำคัญหล่อปั้นก็ยากกว่า พระพุทธรูปจึงมักจะถูกปั้นถูกวาดให้หนุ่มเสมอ
แม้แต่ตอนอายุ 80 ปี ปางปรินิพพาน ดูผ่านๆยังนึกว่าปางไสยาสน์ ดังนั้นพระพุทธรูปเวอร์ชั่นเหี่ยวที่สุดที่เคยเห็นเคยเห็นคงจะเป็นปางบำเพ็ญทุกรกิริยา แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ใช่ความชราภาพ ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่สามารถล่วงรู้ขวบวัยของพระพุทธเจ้าได้ด้วยการสังเกตทางกายภาพของรูปปั้นหรือรูปภาพ

อย่าว่าแต่วัยเลย บางครั้งยังอยากที่จะระบุเพศของพระพุทธรูปเสียด้วยซ้ำ

ความแก่ไม่เพียงแต่ ( ถูกกล่าวหาว่า ) ไม่น่ามอง แต่ยังไม่น่าเข้าใกล้ เพราะทุกครั้งที่นั่งรถเมล์เราจึงมักหวังในใจให้คนแก่ไปยืนอยู่ห่างๆ หรืออย่างน้อยก็แกล้งหลัยซะจะได้ไม่ต้องเห็น เพราะความแก่เป็นวัยของความโรยรา ไร้เรี่ยวแรง กระเซาะกระแซะ เจ็บป่วย ต้องพึ่งพิงและนำไปสู่ความตาย

หลายๆคนจึงกลัวแก่เพราะกลัวตาย เพราะนำมาสู่ความตายจริงๆ ยิ่งผู้หญิงในยุคกลางยิ่งตายง่ายกว่าผู้ชาย เพราะผู้หญิงแก่มักเป็นผู้มีวิชาความรู้สั่งสมมานาน จนถูกมองว่าเป็นแม่มด และแน่นอนที่สุด พวกหล่อนต้องถูกจับย่างสด เพราะเป็นภัยแต่ศาสนจักรและอาณาจักร

ถึงอย่างไรความตายก็สตาฟความสวยความเยาว์วัยไว้ได้ มารีลิน มอรโรล หล่อนสวยสาวเป็นดาวค้างฟ้า ก็เพราะหล่อนหนีไปอยู่บนฟ้าก่อนที่จะแก่

แม้จะผ่านยุคกลางมาหลานศตวรรษแล้ว ความแก่นั้นก็ยังคงเป็นภัยเฉพาะเจาะจงกับผู้หญิง เพราะในสังคมที่”นม” กับผู้หญิงถ฿กจับคู่กัน ผู้หญิงยิ่งมีชีวิตอยู่นานๆยิ่งไม่ดี เดี๋ยวมันจะบูดเอา แต่ผู้ชายเขาว่า ยิ่งอายุมากยิ่งดี เหมือนไวน์ที่บ่มไว้นาน

หลายคนโทษสื่อโดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ในสังคมทุนนิยมว่า ทำให้ความแก่เสมือนโรคภัยไข้เจ็บ เช่นเดียวกับความอ้วน ที่ออกมาขายสินค้ากระชับความตึงของผิวหน้าและลบเลือนตีนกาในโฆษณาขั้นละครที่พระเอกนางเอกเป็นวัยรุ่นวัยเรียนแล้วให้คนแก่ๆเล่นบทขี้ข้าคนใช้แม่ค้าและตัวร้าย

แต่ฉันคิดว่าสื่อนี่แหละที่ทำให้ฉันไม่กลัวแก่และอยากแก่ไวๆ

เพราะหลังจากไปดูการดำเนินชีวิตของ 4 สาววัยเลข 4 นำหน้าในเรื่อง Sex And The City The movie แล้วได้ซื้อหนังสือชีวประวัติของหญิงเก่งอย่าง ภัทราวดี มีชูธน กลับมาอ่านที่บ้าน ประกอบกับได้ดูเอ็มวีใหม่ล่าสุดของ Madonna รอดร่ายส่ายสั่นในชุดแอโรบิคกับแดนเซอร์หนุ่มกล้ามโตได้อย่างแสบสันต์ตัณหา

เพราะความแก่และความเก๋าของพวกเธอ ไม่ได้แยกออกจากกันเลย