วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ฮวงจุ้ยดี ชีวีมีสุข


ฉันโตมาในสมัยเพลง”หนูอยากเป็นอะไร”ของพี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ และพอโตมาแล้วก็ได้ฟังเพลง”ชีวิตลิขิตเอง”ของพี่เบิร์ดอีก จนทำเอาเป็นสาวมั่น ไม่เชื่อโชคชะตากรรมเวร อยากจะทำอะไร หวังอะไรไว้ก็ทำตามอย่างที่หวังไว้ ไม่เชื่อว่าจะมีพรหมมาลิขิต โชคชะตาเวลาเกิดมากำหนดว่าตกฟากเวลานี้โตไปจะทำอะไรรุ่ง เกิดวันเดือนปีอะไร ธาตุใด ราศีไหน ชงกับอะไร ควรขับรถสีใด ใส่เสื้อสีอะไรสุขภาพจะดี ยิ่งเรื่องน้ำ(ฮวง)กับลม(จุ้ย) มีผลอย่างไรต่อการครองเรือนและดำรงชีวิตอย่างฮวงจุ้ยจึงยิ่งเป็นเรื่องที่ไกลตัวออกไปเช่นเดียวกับ ลักจั๊บ สี่ข่วย อีจิ้ง โหวงเฮ้ง


อันที่จริง ไม่ใช่แค่ไม่รู้ ขนาดสะกดผันวรรณยุกต์ยังไม่ค่อยจะถูกเลย


ดังนั้นจึงไม่เคยคำนึงเวลาจะนอนว่าต้องหันหัวไปทิศไหน เวลาเลือกคบคนก็ไม่เคยคำนวณว่าถึงราศีปีเกิดว่าชงไม่ชง เพราะเวลาเมาเราก็นอนได้ไม่ว่าจะสถานที่ใดหรือกับใคร… รึไม่จริง
หมอดูคนหนึ่งบอกว่า ที่ฉันยากจนข้นแค้นอยู่ถึงทุกวันนี้เป็นเพราะผมทรงหน้าม้าของฉัน ที่ไม่ยอมเซ็ทผมเปิดหน้าผากรับทรัพย์ตามหลักโหงวเฮ้ง
สงสัยหมอดูคงไม่รู้จักม้า อรนภา เพราะชีมีรายได้มากกว่าหมอตั้งหลายเท่า ทั้งที่มีทรงผมแบบนั้น
แต่บอกว่าไม่เชื่อเลยก็ดูจะโม้ไปนิด เพราะเวลาเห็นคนไปดูดวง ทำพิธีสะเดาะเคราะห์ ไหว้พระไหว้เจ้าทั้งพุทธฮินดูจีน ก็ไปด่าว่างมงาย ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ แต่พอเวลามีคนทักว่าดวงกำลังตกก็ขี้ขึ้นสมอง คอยระแวงระวังจนไม่กล้าออกจากบ้าน ใครบอกให้ไปไหว้อะไรไปไหว้หมด แล้วค่อยอ้างทีหลังว่า “ทำไว้ไม่เสียหาย” หรือ “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่”
ในฐานะที่เป็นมนุษย์สัตว์ที่มีระบบสมองซับซ้อน จึงต้องคิดอะไรซับซ้อน ไม่ได้ตัดสินแบบหัวก้อยหรือขาวดำได้ เพราะฉะนั้น เราจึงมักได้ยินคำติดปากว่า “เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง”
ที่ไม่เพียงแต่จะบอกว่า กำลังตกอยู่ในสถานการณ์อิหลักอิเหลื่อ พิพักพิพ่วนที่จะตอบว่ากูเชื่อเรื่องพรรค์นี้หรือไม่ แต่ยังบอกว่า “กูก็ไม่เชื่อตัวเองเหมือนกันว่ากูเชื่อหรือไม่เชื่อ”
แต่ด้วยประสบการณ์ตรงกับชีวิต ที่ตกล่องปล่องชิ้นกับเศรษฐีแก่นายหนึ่ง หลังจากที่ฉันมะงุมมะงาหราหามานานเกือบครึ่งค่อนชีวิต
เขาปลูกบ้านให้ฉันอยู่หลังหนึ่งที่ต่างจังหวัด หลังจากที่ทนฉันบ่นสภาพมลพิษ และรถติดของเมืองหลวงไม่ไหว แม้ว่าเขาจะลงทุนสร้างบ้านหลังนี้ให้ฉันแต่ก็เป็นไปตามความแนะนำของซินแสแทบทุกคำ แม้ฉันจะท้วงด้วยเหตุผลร้อยแปดก็ไม่เป็นสำเร็จ เพราะหนึ่ง เงินเขา สอง เขาให้เหตุผลว่า ถ้ามันไม่ดีจริงก็คงไม่อยู่ได้มานานเป็นพันๆปี และเป็นสากล ยอมรับกันเป็นทั่วโลก
แม้ว่าฉันไม่ใช่ racism ก็ตาม แต่การที่จะทำใจเชื่อด้วยเหตุผลที่ว่ามีมาตั้งแต่โบราณ ยิ่งเป็นความเชื่อร่วมสมัยกับความเชื่อที่ว่าผู้หญิงที่เท้าขนาดไม่กี่นิ้วนั้น น่าหลงใหลได้ปลื้มกับจนต้องรัดซะแทบเดินไม่ได้ จึงเป็นเรื่องที่ทำใจลำบากอย่างยิ่ง


แล้วที่บอกว่าเป็นสากลทั่วโลกน่ะ ก็เล่นตั้งรกรากไปทั่วโลกซะขนาดนั้น


แต่ถึงอย่างไร ฉันก็ได้บ้านหลังน้อยท่ามกลางหมู่มวลพฤกษานานาพันธุ์สมใจ ข้างหน้ามีลำธารขนาดใหญ่ ข้างหลังเป็นทิวเขาเขียวขจี ซึ่งซินแสบอกว่า ถูกหลักฮวงจุ้ย ใครอยู่บ้านหลังนี้จะมีแต่ความสุข เจริญรุ่งเรือง มีโชคลาภ ผัวเมียจะอยู่กันยืดแก่เฒ่า ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร .... ท่าจะจริงอย่างที่ซินแสว่าคู่รักจะอยู่กันยืด

ก็จะให้หนีไปไหนได้ล่ะคะ หน้าบ้านเป็นภูเขาหนีไปก็กลัวตะเข้ จะลากไปกิน ปีนเขาหนีไปหลังบ้าน ก็กลัวเสือคาบไปโซ้ย

เห็นทีฉันต้องเชื่อฮวงจุ้ยเสียแล้ว...

วันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2551

รถเมลฟรี เพื่อ(พลัง)ประชาชน


ในที่สุด ฉันก็มีสถานภาพเฉกเท่ากับสมณะสามเณรนางชีรวมไปถึงคนบ้า หรืออย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด ก็สถานภาพเช่นเดียวกับ ชายแต่งองค์ทรงเครื่องลิเกระยิบระยับแพรวพราวแต่ไม่มีฉลองพระบาท … เพราะว่าไม่ต้องจ่ายค่ารถเมล์

ทั้งนี้เป็นไปตามนโยบายขึ้นรถเมล์ฟรีของรัฐบาลที่ออกมาแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าให้กับ ( วิกฤตประชานิยมของและ ) ประชาชนที่กำลังเดือดร้อนกับรายจ่ายที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องด้วยอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มมากขึ้น ( อันนี้จำขี้ปากนักข่าวมา แปลไม่ออกหรอกว่าเงินเฟ้อเงินอืดหมายถึงอะไร )

บนรถขสมก. ที่ฉันโหนอยู่จึงแน่นขนัดผิดกว่าแต่ก่อน ต่างคนต่างเบียดเสียดยัดเยียดในที่แคบๆ ทั้งอบทั้งอ้าวอวลไปด้วยกลิ่นน้ำหอมกลิ่นเต่า กลิ่นเหงื่อ กลิ่นเปรี้ยว กลิ่นสาบ คลุ้งตลบในพาหนะที่ปูพื้นด้วยไม้กระดานเก่าๆหลังคาทำจากโลหะโทรมๆ กับเครื่องยนต์ที่ขู่คำรามอยู่ตลอดเวลาแข่งกับเสียงกรรโชกของรถรารอบข้าง

ซึ่งเป็นบรรยากาศที่คุ้ยเคยแต่ไม่อาจคุ้นชิน สำหรับคนที่เกิดมาในชนชั้นมีอันจะกิน ( ถ้าประหยัด ) ในสังคมเมือง ที่ต้องพึ่งพิงรถโดยสารในการเดินทางจึงเป็นเรื่องที่ไม่มีทางเลือกและคุ้นชินกับพฤติกรรมบางอย่างโดยไม่รู้ตัว กลายเป็นทักษะในการใช้รถใช้ถนนที่ว่าจะต้องข้ามถนนอย่างไรถ้าวันดีคืนดีรถติดมากๆ โชเฟอร์เกิดเปลี่ยนเส้นทางขึ้นมาเองเสียดื้อๆ หรืออาศัยจังหวะติดไฟแดงปล่อยผู้โดยสารตามยถากรรมกลางถนนใหญ่ หรือ จะหลับอย่างไรขณะที่โชเฟอร์บีบแตรเรียกลูกค้าอย่างเกรี้ยวกราดทุกป้ายรถเมล์ โดยไม่สะดุ้งตื่นเกือบตลอดทาง หรือแม้แต่จะนั่งตรงไหนโดยไม่ต้องสละเบาะนั่งให้คนแก่ เด็ก คนท้อง เพราะถ้าคนนั่นรถเมล์บ่อยๆจะรู้ว่า ที่นั่งใกล้ประตูและริมทางเดินเป็นพื้นที่สีแดง เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่งต่อการสูญเสียเบาะนั่ง

เพราะว่าการโหนรถเมล์นั้นเป็นสภาวะยอมจำนนที่ไม่ใช่เพียงจำนนต่อ มโนธรรม วาทกรรม เศรษฐกิจ ( เพราะถ้ามีตังค์คงซื้อรถเก๋งขับ โบกแท็กซี่สบายใจเฉิบไปแล้ว ) แต่มันเป็นสภาวะยอมจำนนต่อการเลือกไม่ได้ชนิดเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งเลือกไม่ได้แม้กระทั่ง วันนี้ต้องรอรถเมล์นานขนาดไหน มันจะมาตอนไหน มันจะจอดรับกูไหม ขึ้นไปจะมีที่นั่งไหม รถจะเสียกลางครันหรือไม่ หรือแม้แต่คนขับมาจะจอดลงตรงป้ายกูหรือเปล่า

ดังนั้นการอาศัยบริการรถเมล์จึงเป็นเรื่องของ “ความเสี่ยงโชค” และ “ดวง” ล้วนๆ เพราะเราไม่สามรถกำหนดได้ว่ารถเมล์จะมีมาตอนไหน ดวงดีได้ขึ้นเร็วได้นั่ง โชคร้ายอาจไม่มีที่ให้นั่งหรือต้องนั่งกับคนตัวเหม็น แต่อาจซวยกว่านั้นคือเจอเด็กช่างกลเข้ามายิงกันในรถเมล์ หรือ โชเฟอร์ขับเร็วส่งผู้โดยสารไม่ครบ 32 ก่อนถึงป้าย

ที่ขับกันเร็วๆส่วนหนึ่งก็เพราะ การขนส่งมวลชนเต็มไปด้วยรถเมล์รัฐ รถเมล์ร่วม ( ซึ่งได้สัมปทาน ทำหน้าที่แทนรัฐที่ไม่มีเงินผลิตสายรถเมล์ ) ที่บางเส้นทางก็มีสายที่ทับซ้อนกัน ต่างก็ต้องแข่งขันกันเพื่อแย่งลูกค้า ทว่าการแข่งขันกันไม่ใช่ต่างคนต่างพัฒนาระบบคุณภาพ แต่เป็นการแข่งความเร็วแย่งลูกค้า คันไหนถึงเร็วกว่าคันนั้นได้ลูกค้าไปครอง

และแน่นอนที่สุด ผู้โดยสารเห็นอะไรมาก่อนก็ต้องขึ้นคันนั้นเป็นเรื่องปรกติ เพราะว่าถ้ารออีกคนไม่รู้จะมาชาติไหน ( ยิ่งวันไหนต้องขึ้นสายนั้นยิ่งไม่ค่อยมีให้เห็น แต่พอวันไหนไม่ต้องขึ้น เสือกมากันเยอะแยะเต็มไปหมด )

ฉันจึงไม่เคยรู้สึกปลอดภัย ไว้วางใจเวลาอยู่บนท้องถนน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่ออาศัยบริการรถเมล์ประเภท ” เขียวนรก ” อันที่จริงชื่อนี้ฉันไม่ได้คิดเองหรอกนะ เพียงแต่เรียกตามคนอื่นเขามาอีกทีเหมือน แดงครีม น้ำเงินขาว ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตั้งสมญา แต่ไม่เคยแปลกใจว่าทำไมถึงเรียกแบบนั้น เพราะประสบการณ์นั่งรถเมล์เขียวไม่เคยแยกออกจากหมวดหมู่ประสบการณ์เฉียดตายทุกครั้ง

เพื่อนฉันเคยขึ้นรถเมล์เขียวแถวรามคำแหงกลางดึก คนขับรถเมล์ท่าทางหิวเบียร์จัด ใช้โอกาสติดไฟแดงลงไปซื้อมา 2 – 3 กระป๋องขึ้นมาซด แล้วให้กระเป๋ารถเมล์มาขับแทน ท่ามกลางความประหวั่นพรั่นพรึงของผู้โดยสาร ยังดีที่คนขับยังพอมีสติพอจะแยกออกได้ว่าใครเป็นกระเป๋าใครเป็นผู้โดยสาร เพราะกระเป๋าเล่นใส่กางเกงเจเจ เสื้อเชิ้ตน้ำเงิน คีบรองเท้าแตะเป็นยูนิฟอร์ม ซึ่งโชคดีที่ฉันไม่เคยเจอคนขับกินเหล้าเมายา อย่างมากก็แค่สูบบุหรี่ขณะขับ ให้ดมคาร์บอนมอนอกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ ยังไม่พอแถม นิโคติน ให้กูอีก

แต่พอหนีควันพิษขึ้นมารถปรับอากาศ เหมือนหนีเสือปะจระเข้จริงๆ เพราะมันปรับอากาศจริงๆ แต่ปรับให้ร้อนขึ้น จนฉันนึกว่าเป็นรถเมล์ติดฮีตเตอร์เครื่องแรกของประเทศไทย ฉันเลยต้องนั่งรถปรับอากาศจนหลังแฉะตูดแฉะตั้งแต่ท่าเตียนยันแฮปปี้แลนด์

แม้ว่าจะมีสติกเกอร์แปะตามหน้าต่างให้แนะนำร้องเรียนการบริการรถประจำทาง แต่เบอร์นั้นไม่เคยมีผู้รับสายเลยแม้ว่าจะเป็นเวลาใดก็ตาม

เรื่องเล่า ( บ่น ? ) เกี่ยวกับรถเมล์ไม่ว่าจะเป็นสีอะไร ปรับอากาศหรือไม่ก็ตาม จึงเป็นอมตะมีมาให้ฟังไม่รู้จบไม่รู้หน่าย และเช่นเดียวกัน... ไม่รู้จักปรับปรุง

ด้วยประการฉะนี้ฉันจึงไม่ปีติโสมนัสกับนโยบาย รถเมล์ฟรี เพื่อประชาชน เพราะบางทีรถเมล์ที่เพื่อประชาชนอาจไม่ใช่รถเมล์ที่ฟรี แต่เป็นรถเมล์ที่มีระบบ คุณภาพ ปลอดภัย พอที่ผู้โดยสายสารวางใจในชีวิตบนท้องถนนและรู้สึกว่ายินดีจ่ายค่าบริการแม้ว่าจะขึ้นราคาสักกี่ครั้งก็ตาม

แม้จะเข้าใจดีว่าการแก้ปัญหารถเมล์เป็นเรื่องที่หินมากสำหรับทุกรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล “หมัก” รัฐบาล “หมม” หรือ รัฐบาล “หมกเม็ด” เพราะมันล้วนเป็นปัญหาที่สัมพันธ์กับการจราจร งบประมาณ ปริมาณพลังงานที่มีอย่างจำกัด ผลประโยชน์ทับซ้อน หรืออะไรต่อมิอะไรเยอะแยะตาแป๊ะไก่ และที่สำคัญไม่เคยมีผู้บริหารรัฐคนไหนเข้าใจปัญหาเกี่ยวกับขนส่งมวลชนโดยตรง เพราะต่างก็ไม่เคยเดินทางเข้าสภาด้วยรถเมล์
ถ้าไม่ใช่รถเก๋งก็เป็นรถถัง…

หลังจากชำแรกกายผ่านฝูงชนที่แน่นขนัด ก้าวลงจากรถขสมก.ฟรีด้วยเสื้อผ้าอันยับย่นชื้นแฉะไปด้วยเหงื่อของตัวเองและคนแปลกหน้า ฉันหันกลับไปมองสภาพรถที่เพิ่งลงมากำลังทะยานตัวด้วยความเร็วสูงพร้อมพ่นควันดำปิ๊ดปี๋ออกจากท่อไอเสีย พ่วยพุ่งฟุ้งอากาศจนแทบมองไม่เห็นข้อความที่เขียนไว้ข้างหลังว่า “รถเมล์ฟรี เพื่อประชาชน”

ทำเอามองแวบแรกนึกว่าป้ายโฆษณาหาเสียงพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง เพราะ Font มันดูคุ้นตาชอบกล...

วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ผู้หญิงไม่กลัวแก่


ทันทีที่เราอายุมากขึ้น ชีวิตก็ยิ่งทวีความซับซ้อนมากขึ้นทั้งความคิดความอ่าน หรือถ้าไม่ใช่สำหรับบางคน อย่างน้อยยศนำหน้าชื่อก็เปลี่ยนไป มีมิติทางเพศก็ปรากฏให้เห็นความซับซ้อนของตัวเรา จากน้องกลายเป็นพี่ จากพี่นานๆเข้าถูกเรียกเป็น “ป้า” ไม่ก็ “ยาย”

แม้จะช่วยบอกวัยวุฒิและความอาวุโสอันเปรียบได้กับเครื่องรางของขัลงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสังคม แต่บางครั้งก็รู้สึกเจ็บจี๊ดๆที่ใจชอบกล เพราะมันรู้สึก ”กูแก่” แน่สิไม่มีใครอยากแก่ ตกกระ นมยาน หนังหน้าเหี่ยวกันหรอก เพราะมันดูน่าเกลียดไม่น่ามอง ความแก่จึงกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีใครปรารถนา แต่เป็นสิ่งที่เราหลีกหนีไม่พ้น นอกเสียจากว่าจะชิงตายไปก่อนแก่ แต่แน่ล่ะ...ก็ไม่มีใครกล้าทำ

แม้ว่าสาวๆหลายคนจะไม่อยากแก่แต่ถึงอย่างไรก็ยังอยากมีอายุที่ยืนยาว

ขนาดพระพุทธรูปที่เป็นผู้ชายทั้งดุ้นเองก็ยังไม่ชอบความแก่เฒ่า เราจึงไม่เห็นพระพุทธเจ้าในวัยคุณตา เพราะมันไม่น่ามองไม่มีพุทธศิลป์ และที่สำคัญหล่อปั้นก็ยากกว่า พระพุทธรูปจึงมักจะถูกปั้นถูกวาดให้หนุ่มเสมอ
แม้แต่ตอนอายุ 80 ปี ปางปรินิพพาน ดูผ่านๆยังนึกว่าปางไสยาสน์ ดังนั้นพระพุทธรูปเวอร์ชั่นเหี่ยวที่สุดที่เคยเห็นเคยเห็นคงจะเป็นปางบำเพ็ญทุกรกิริยา แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ใช่ความชราภาพ ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่สามารถล่วงรู้ขวบวัยของพระพุทธเจ้าได้ด้วยการสังเกตทางกายภาพของรูปปั้นหรือรูปภาพ

อย่าว่าแต่วัยเลย บางครั้งยังอยากที่จะระบุเพศของพระพุทธรูปเสียด้วยซ้ำ

ความแก่ไม่เพียงแต่ ( ถูกกล่าวหาว่า ) ไม่น่ามอง แต่ยังไม่น่าเข้าใกล้ เพราะทุกครั้งที่นั่งรถเมล์เราจึงมักหวังในใจให้คนแก่ไปยืนอยู่ห่างๆ หรืออย่างน้อยก็แกล้งหลัยซะจะได้ไม่ต้องเห็น เพราะความแก่เป็นวัยของความโรยรา ไร้เรี่ยวแรง กระเซาะกระแซะ เจ็บป่วย ต้องพึ่งพิงและนำไปสู่ความตาย

หลายๆคนจึงกลัวแก่เพราะกลัวตาย เพราะนำมาสู่ความตายจริงๆ ยิ่งผู้หญิงในยุคกลางยิ่งตายง่ายกว่าผู้ชาย เพราะผู้หญิงแก่มักเป็นผู้มีวิชาความรู้สั่งสมมานาน จนถูกมองว่าเป็นแม่มด และแน่นอนที่สุด พวกหล่อนต้องถูกจับย่างสด เพราะเป็นภัยแต่ศาสนจักรและอาณาจักร

ถึงอย่างไรความตายก็สตาฟความสวยความเยาว์วัยไว้ได้ มารีลิน มอรโรล หล่อนสวยสาวเป็นดาวค้างฟ้า ก็เพราะหล่อนหนีไปอยู่บนฟ้าก่อนที่จะแก่

แม้จะผ่านยุคกลางมาหลานศตวรรษแล้ว ความแก่นั้นก็ยังคงเป็นภัยเฉพาะเจาะจงกับผู้หญิง เพราะในสังคมที่”นม” กับผู้หญิงถ฿กจับคู่กัน ผู้หญิงยิ่งมีชีวิตอยู่นานๆยิ่งไม่ดี เดี๋ยวมันจะบูดเอา แต่ผู้ชายเขาว่า ยิ่งอายุมากยิ่งดี เหมือนไวน์ที่บ่มไว้นาน

หลายคนโทษสื่อโดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ในสังคมทุนนิยมว่า ทำให้ความแก่เสมือนโรคภัยไข้เจ็บ เช่นเดียวกับความอ้วน ที่ออกมาขายสินค้ากระชับความตึงของผิวหน้าและลบเลือนตีนกาในโฆษณาขั้นละครที่พระเอกนางเอกเป็นวัยรุ่นวัยเรียนแล้วให้คนแก่ๆเล่นบทขี้ข้าคนใช้แม่ค้าและตัวร้าย

แต่ฉันคิดว่าสื่อนี่แหละที่ทำให้ฉันไม่กลัวแก่และอยากแก่ไวๆ

เพราะหลังจากไปดูการดำเนินชีวิตของ 4 สาววัยเลข 4 นำหน้าในเรื่อง Sex And The City The movie แล้วได้ซื้อหนังสือชีวประวัติของหญิงเก่งอย่าง ภัทราวดี มีชูธน กลับมาอ่านที่บ้าน ประกอบกับได้ดูเอ็มวีใหม่ล่าสุดของ Madonna รอดร่ายส่ายสั่นในชุดแอโรบิคกับแดนเซอร์หนุ่มกล้ามโตได้อย่างแสบสันต์ตัณหา

เพราะความแก่และความเก๋าของพวกเธอ ไม่ได้แยกออกจากกันเลย

วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

วิทยาศาสตร์ยุคใหม่ ใกล้ชิดประชาชน


วันก่อนฉันถามเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นอาจารย์สอนปรัชญาตะวันออกว่า ทำไมนรกต้องร้อนด้วย แล้วทำไมต้องเกี่ยวกับการลวกการเผาหรืออะไรก็ได้ที่อาศัยความร้อน
เขาให้คำตอบว่า “ก็คิดแบบวิทยาศาสตร์ดูสิ ก็ภายใต้พื้นผิวโลกมีอุณหภูมิที่ร้อนกว่าและมีการเผาผลาญมหาศาลไง”

ฉันได้แต่พยักหน้าหงึกๆถึงความเป็นเหตุเป็นผลของมัน ....ว่าแต่ว่า นรกสวรรค์เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ตั้งแต่เมื่อไรกัน…

สำหรับฉันแล้ว นรกสวรรค์และวิทยาศาสตร์ ต่างก็เป็นเรื่องไกลตัวฉันด้วยกันทั้งนั้น เพราะรู้สึกว่ามันอยู่ในวัดในห้องแลบมากกว่าจะมาตั้งอยู่ในบ้านฉัน

ยิ่งเรื่องวิทยาศาสตร์เข้าแล้วยิ่งไกลตัวเข้าไปใหญ่ เพราะเพิ่งจะมาได้ยินตอนเข้าโรงเรียนแต่เรื่องนรกสวรรค์ชั้นฟ้าผีเปรตเจตภูติฉันได้ยินมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก

มาพักหลังๆพอได้ยินแนวคิด “กระทรวงวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ ใกล้ชิดประชาชน” ทำให้ฉันใจชื้นขึ้น เพราะองค์ความรู้ที่อยู่บนหอคอยงาช้างจะได้ถูกสอยลงมาให้ทำความรู้จักเสียที หรืออย่างน้อยที่สุดเรื่องที่ดูเหมือนว่าจะผูกขาดอยู่กับคนนุ่งชุดกาวน์ถือหลอดทดลอง จะได้กระจายมายังคนนุ่งกระโจงอกถือตะหลิวนอยู่แต่บ้านอย่างฉัน และพวก ไนตรัสออกไซด์ กรดซัลฟิวรัส โปรตอน อิเล็กตรอน หรือที่ชื่อแปลกๆจำยากพวกนี้จะได้มาเป็นสมาชิกใหม่ในชีวิตประจำวันของเราสักวัน

ว่าแต่ว่าวิทยาศาสตร์ยุคใหม่นี่มันเป็นยังไงกันหว่า

ฉันพอจะรู้ความหมายของวิทยาศาสตร์เฉยๆว่า “ความรู้” เพราะมันตรงกับภาษาอังกฤษคำว่า science ซึ่งมาจากภาษาลาติน scientia ที่แปลว่าความรู้ และมันคำว่า “วิทยา” และ “ศาสตร์” ต่างก็แปลว่าความรู้เหมือนกัน แต่ไหงมีคนเอาไปอธิบายว่า วิทยาศาสตร์หมายถึงการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แล้วรวบรวมเป็นความรู้ ได้ไงก็ไม่รู้

ส่วนวิทยาศาสตร์สมัยใหม่จากที่จำขี้ปากนักวิชาการมาพอสรุปได้ว่า ยุคใหม่แห่งวิทยาศาสตร์อุบัติขึ้น หลังจากที่ กาลิเลโอ กาลิเลอี นักฟิสิกส์ชาวอิตาลี ออกมาพิสูจน์ว่าโลกไม่ได้เป็นศูนย์กลางจักรวาลอย่างที่ศาสนาบอกให้เชื่อ หลังจากนั้นเป็นต้นมา บรรดาวิทยา และ ศาสตร์ต่างๆที่เคยจำศีลเป็นเวลานานก็ถูกเปิดเผยและผลิตขึ้น เกิดความรู้ใหม่ๆมากมาย จนอะไรที่เรียกว่าใหม่แกะกล่องกลายเป็นของดี ทำให้เราต้องอัพเดทอยู่เสมอ ซึ่งรวมไปถึงวิทยาศาสตร์ด้วย

มาลองคิดดูแล้ววิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้เป็นความรู้ใหม่อะไร เพราะสมัยก่อนก็มีวิทยาศาสตร์เหมือนกันนะ แต่จะก่อนขนาดไหนไม่รู้ รู้แต่ว่าในสมัยกรุงธนบุรีก็ใช้คำนี้ในฐานะวิชาด้านคุณไสย เพราะถือว่าเป็นวิทยาและศาสตร์อย่างหนึ่ง

ขนาดบิดาแห่งโหราศาสตร์ไทยก็ไม่ได้เป็นคนละคนกับบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทยแต่อย่างใด

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่หากจะมีการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วย พระเจ้าสร้างโลกภายใน 6 วันด้วยวจนะ บรรพบุรุษของเรา ชื่อ ปู่สังกะสาย่าสังกะสี หรืออุทกภัยน้ำท่วมเกิดมาจากปีนี้นาคให้น้ำหลายตัว เพราะต่างก็เป็นการอธิบายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพียงแต่ถูกมองว่าเป็นวิทยาและศาสตร์ที่เก่าเก็บและล้าสมัย ทว่าใกล้ชิดประชาชนนะเออ

อย่างไรก็ตาม ก็ถือว่าเป็นข่าวที่น่ายินดีที่หน่วยงานราชการตั้งใจปฏิรูปวิทยาศาสตร์อย่างเอาจริงเอาจังให้เป็น “ยุคใหม่” จนทำให้ใกล้ชิดประชาชนได้เป็นผลสำเร็จ เพราะเมื่อวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ 18 สิงหาที่ผ่านมา ฉันเห็นคนแถวบ้านไปร่วมทำบุญตักบาตรเลี้ยงพระเพื่ออุทิศกุศลผลบุญถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย กันแน่นโรงเรียนเชียว

วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

นาง กับ นางสาว


ก่อนจะเล่าเรื่องไร้สาระ ฉันขอแสดงความยินดีย้อนหลังกับนักเรียกร้องสิทธิสตรีทั้งหลาย ที่พยายามเรียกร้องจนสุดลิ่มทิ่มประตูจนเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อผู้หญิงเป็นผลสำเร็จ จนประเทศไทยแลนด์กล้าประกาศศักดาว่าเป็นชาติไทยทันสมัยชั้นแนวเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ พัฒนากว่าประเทศอื่นๆที่เป็นประเทศโลกที่หนึ่ง

...ว่าแต่เป็นจริงอย่างที่เขาประกาศรึเปล่า ฉันไม่รู้...

มาเข้าเรื่องของฉันดีกว่า มีอยู่วันหนึ่งได้รับหนังสือเล่มบางๆจากเพื่อนสนิทที่ไปร้านหนังสือมา เป็นหนังสือ how to ชื่อ “มารยาทในการเข้าสังคม” มันหวังดีหรือมันอยากจะด่าฉันทางอ้อม ก็ไม่รู้
ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมจะต้องมีหนังสือ how to เข้าสังคมด้วย ในเมื่อเราก็เป็นสัตว์สังคม แม้จะมีนักวิชาการบางคนบอกว่าเราเป็นสัตว์ปัจเจกเพียงแต่ถูกทำให้เป็นสัตว์สังคมมาเป็นเวลาโกฏิปีก็ตาม แต่ถึงอย่างไร ในตอนนี้เราขาดสังคมไม่ได้จริงๆ

ถ้าจะพูดแบบง่ายๆก็คือในฐานะที่เป็นสัตว์ที่ปฏิเสธสังคมไม่ลงจริงๆ หนังสือมารยาทในการสังคม จึงเป็นคู่มือสำคัญยิ่งเพื่อเข้าใจถึงโครงสร้างสังคมและความคาดหวังของสังคมที่ตนอยู่ ที่สำคัญรู้จักตัวตนและสถานภาพของตนเองในฐานะสมาชิกของสังคมนั้นๆ ไม่อย่างนั้นคนพุทธจะอ่านไตรปิฏกไปทำไม และคริสเตียนจะอ่านไบเบิ้ลเพื่ออะไรกัน

ฉันจึงหยิบของฝากที่เพื่อนอุตส่าห์ซื้อมาให้ด้วยความปรารถนาดีประสงค์ร้าย พลิกอ่านไปมา ในหนังสือบอกว่าเมื่อไปงานศพ ให้พบเจ้าภาพแล้วแสดงความเสียใจ ( นี่ถ้าไม่บอกฉันคงไปหัวเราะรดหน้าเจ้าภาพแล้วมั้ง ) อ่านแล้วคล้ายๆคำแนะนำบนกล่องอาหารแช่แข็งว่า “โปรดอุ่นก่อนรับประทาน” ไม่มีผิด

แต่ดูเหมือนว่ามีหลายอย่างที่ฉันไม่รู้ ที่ไม่รู้เพราะไม่รู้เหตุผลว่าทำไมถึงต้องทำแบบนี้ เช่น ในงานเลี้ยงบุฟเฟต์ ถึงเวลาอาหารต้องให้สุภาพสตรีเข้าตักอาหารก่อน ถ้าโต๊ะจีนก็ต้องบริการสุภาพสตรี และไม่ว่าอะไรต้องช่วยเหลือ สุภาพสตรี เด็กและคนชราเสมอ และที่สำคัญต้องพูดจาให้เกียรติสุภาพสตรีอยู่เสมอ

ในหนังสือไม่ได้บอกว่าทำไมต้องทำแบบนั้นต้องทำแบบนี้ แต่ดูเหมือนว่า ผู้หญิงที่ในหนังสือเรียกว่า “สุภาพสตรี” นั้นเหมือนบุคคลในภาวะพึ่งพิงที่ต้องรับการประคบประหงมมากกว่าจะเป็นมนุษย์ปรกติผู้กระทำอะไรได้เอง

พอเปิดมาถึงบทที่ว่าด้วยการแนะนำให้รู้จักกันต้องแนะนำผู้อ่อนวัยกว่าให้รู้จักผู้สูงวัยกว่า ผู้มียศต่ำกว่าให้ผู้มียศสูงกว่า แม้จะฟังดูทะแม่งๆแต่ฉันก็พอเข้าใจดีว่าสังคมที่เราอยู่มันช่างเต็มไปด้วยศักดินา การไว้ยศถือชนชั้น

แต่ที่เป็นความรู้ใหม่และชวนตะลึงพรึงเพริศคือ ควรแนะนำหญิงที่ยังไม่ได้สมรสให้รู้จักผู้หญิงที่สมรสแล้ว
ดังนั้นการแต่งงานจึงไม่ต่างการเลื่อนขั้นทางสังคม เป็นการเปลี่ยนผ่านชนชั้นเช่นเดียวกับการบวชเรียนในสมัยก่อนหรือการเรียนให้จบอุดมศึกษาในปัจจุบัน เพื่อถีบตัวเองจากชนชั้นล่างขึ้นสู่อีกระดับหนึ่งที่เป็นชนชั้นพิเศษกว่า แต่ตำแหน่งของผู้หญิงจะสูงต่ำไม่ได้อยู่ที่การงานหรือการศึกษา แต่ต้องอาศัยการมีหรือไม่มีซึ่งผัว ( หรือจะเรียกให้สวยหรูคือสามี อันแปลว่า เจ้าของหรือเจ้านาย ) เป็นองค์ประกอบ

หญิงโสดหลายคนจึงต้องเผชิญกับสถานภาพของตนเองเป็นปัญหาที่ใครๆต่างก็บอกว่ามันช่างเหงาเปล่าเปลี่ยวเหี่ยวแห้งเป็นแตงเฉาตาย ยิ่งเกินวัยสาวแล้วแต่ยังเป็น”นางสาว”อยู่ ยิ่งดูน่าสงสารและเป็นเป้านินทาของสังคม เพราะมันไม่มีเกียรติทางสังคม

ด้วยเหตุนี้การเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อของหญิงหม้ายกลับไปเป็นนางสาวได้ และ ผู้หญิงสามารถเลือกได้ว่าจะใช้คำนำหน้าชื่ออะไรเมื่อจดทะเบียนสมรสแล้ว ฉันจึงยินดีเฉพาะกับนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี

วันพุธที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ฆ่าตัวตาย

“โถ... อายุยังน้อยไม่น่าคิดสั้นเลย”
“เค้าว่า การฆ่าตัวตาย เป็นบาปหนากว่าฆ่าคนอื่นอีกนะ”
“ขนาดหมาขี้เรื้อนมันยังไม่ฆ่าตัวตายเลย”

“ถูกค่ะ... หมาขี้เรื้อนมันจะไปฆ่าตัวตายได้ไง ขนาดหายามาทาให้ขนงอกมันยังทำไม่เป็นเลย นับประสาอะไรกับถือถือมีดมาปาดขาหน้าตัวเอง”


ฉันแอบเห็นด้วยในใจขณะนอนดูรายการข่าวพลางอ่าน sms ที่คนทางบ้านส่งไปร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ นักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดัง โดดตึกที่คณะฆ่าตัวตาย เพราะเครียดเรื่องคะแนนเกรดทีไม่ได้อย่างที่ตนหวัง ซึ่งดูเหมือนว่ากลายเป็น”ปัญหาสังคม”

ยิ่งวัยรุ่นฆ่าตัวตายแล้วยิ่งถือว่าเป็นปัญหาสังคม เพราะว่ารัฐอุตส่าห์ลงทุนด้วยสวัสดิการต่างๆมากมายให้กับนักเรียนนักศึกษา เพียงเพื่อหวังว่าการลงทุนในครั้งนี้จะทำให้ทรัพยากรมนุษย์เติบโตมีอาชีพดีๆรายได้สูงๆ สามารถจ่ายภาษีให้รัฐในอัตรามากๆได้ แต่ไม่ทันที่รัฐจะได้ผลกำไร ยังไม่ถอนทุนด้วยซ้ำก็ดันมาชิงตายเสียก่อน

อัตวินิบาตกรรมจึงเป็นบาปหนาเพราะทำให้รัฐขาดทุนและผิดหวัง นอกเสียจากว่าเป็นการฆ่าตัวตายเพื่อรับใช้รัฐ ที่ซามูไรปกป้องความลับด้วยการฮาราคีรี คว้านท้องตนเองจนไส้ขาดจะได้ไม่ต้องไปสาวไส้ให้กาที่ไหนกิน เช่นเดียวกับสโลแกนของลูกเสือ “เสียชีพอย่าเสียสัตย์” ที่ประกาศว่า กูยอมกลืนน้ำยาล้างห้องน้ำยังดีเสียกว่ากลืนน้ำลายตัวเอง ( ที่เคยปฏิญาณไว้ว่าจะจงรักภักดี ) เพราะถือว่าเป็นการพลีชีพ เสียสละเลือดเนื้อ เพื่อชาติและอุดมการณ์

ดังนั้นการฆ่าตัวตายที่ไม่ถือว่าบาปก็คือ การฆ่าตัวตายถวายรัฐ

รัฐจึงถือว่าเป็นผู้ที่สามารถกำหนดความตายให้พลเมืองได้ เพราะเมื่อเราตายจึงต้องมีใครสักคนไปแจ้งอำเภอเพื่อรับการยินยอมจากรัฐในมรณบัตรเสียก่อนว่าตายจริงๆ

รัฐกับพระผู้เป็นเจ้าและเจ้ากรรมนายเวรจึงมีฟังค์ชั่นเดียวกัน ต่างก็ทำหน้าที่ควบคุมกำกับมนุษย์ ลิขิตชะตาชีวิต หรือให้มนุษย์เกิดมาก็เพราะชดใช้เวร และตายไปตามกฎแห่งกรรม

...ดังนั้น เวลาเสียภาษีแต่ละปีเราจึงรู้สึกเป็นเวรที่ต้องทำมากกว่าเป็นความสมัครใจ…

ด้วยเหตุนี้การที่ใครคนหนึ่งทำอัตวินิบาตกรรมนั้น จึงเป็นการท้าทายและปฏิเสธสถาบันศาสนา แล้วประกาศกร้าวเป็นเพลงป้าเบิร์ดว่า “นี่คือชีวิตลิขิตของเรา” หรือพูดให้เก๋หน่อยก็คือ ฉันมี “self-determine” ที่จะอยู่หรือตาย ไม่ว่าด้วยเหตุผลเพราะติดหนี้ เกรดตก อกหัก รักคุด ตุ๊ดเมินหรือจะอะไรก็ช่าง

เพราะเดี๋ยวนี้ใครๆก็เลือกที่จะทำตามความต้องการความฝันใฝ่ อย่างที่เด็กวัยรุ่นสมัยใหม่ล่าตามฝันด้วยการสมัครเข้าโรงเรียนกินนอนสอนร้องเพลง ให้คนทางบ้านได้โหวตได้เชียร์ได้ชม แสดงความเห็นต่างๆนานาตลอด24ชั่วโมง

หลังจากดูข่าวและอ่านข้อความแสดงความคิดเห็นใต้รายการมานาน จนนึกไปว่าเป็นรายการเรียลลีตี้ Academy Fatasia ฉันก็อดไม่ได้ที่ส่งsmsไปแสดงความคิดเห็นบ้าง

“ บอกไปแต่แรกแล้ว ว่าอย่าลงโทษอาจารย์หนุ่มที่ให้นักศึกษาหญิงอมนกเขาเพื่อแลกเกรด ...ก็ไม่เชื่อ ”

วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2551

โรงพยาบาลรัฐกับสำนึกของพลเมือง


เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อตอนฉันพาแม่ไปลอกต้อกระจกที่โรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่ง ฉันทำใจไว้แล้วเสมอเวลาจะติดต่อหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งของรัฐมักไม่ได้อย่างที่ต้องการ และนำไปสู่การใช้ปากเสียกันระหว่างเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้เสียภาษี ซึ่งมันก็เป็นอย่างที่สังหรณ์ใจเสมอ ขณะที่กำลังยืนต่อคิวยาวเหยียดเพื่อจ่ายเงินค่ายาและค่าผ่าตัด ( เมื่อได้ใบเสร็จแล้วก็จะสามารถไปรับยาหลังจากนั้นจึงจะไปฟังขั้นตอนการใช้ยาแล้วก็ไปหาแม่ที่ห้องพักผู้ผ่าตัด ซึ่งแต่ละที่ที่ต้องทำอยู่คนละตำแหน่งคนละชั้นกัน ) ฉันเหลือบไปเห็นตัวอักษรเบ้อเร่อเบ้อร่าว่า “จ่ายยา” อยู่ใกล้ๆกับช่องที่ฉันต่อคิวรอเสียค่าพยาบาลอยู่ ฉันจึงหันมามองช่องที่ฉันต่อแถวอยู่บ้างมันเขียนว่า “ชำระเงิน” ด้วยฟอนต์และขนาดเดียวกัน


เรื่องทั้งหมดนี้ ถ้าอ่านเอาเรื่องก็คงจะได้ความว่า ถ้าจะจ่ายเงินช่องนี้ แต่ถ้าจะเอายาไปช่องถัดไป ก็ไม่เห็นมีอะไรผิดแปลก สะกดก็ถูก ฟอนต์ก็ปรกติ ถ้าอ่านออกเสียงก็ไม่รู้สึกเหมือนถูกกรรโชกแต่อย่างใด


แต่ฉันมันบ้า ดันอ่านไม่เอาเรื่อง...


ฉันจับประเด็นได้ว่า ข้อความที่เขียนทั้ง 2 ช่องนั้น เป็นข้อความที่โรงพยาบาลต้องการแจ้งให้ผู้ใช้บริการรับทราบ ว่าถ้าหากต้องการสิ่งใดให้ไปช่องนั้น ช่องทีเขียนว่า “จ่ายยา” นั้นหมายถึงประชาชนคนเจ็บไข้ที่ต้องการยาก็ให้ไปรับยาที่ช่องนี้ แล้วช่องข้างๆที่เขียนว่า “ชำระเงิน” นั้นต้องการจะบอกว่า ประชาชนผู้ป่วยไข้จะต้องเสียเงินเท่าไรก็ต้องไปช่องนี้


พอเข้าใจได้ดังนั้นฉันก็สงสัยขึ้นมาทันทีว่าป้ายนี้ต้องการจะบอกใคร ฉันหรือโรงพยาบาล
เพราะ “ชำระเงิน” กับ “จ่ายยา” ทั้ง 2 เป็นวลีที่เกิดจากคำกิริยา “ชำระ” กับ “จ่าย” บวกกับกรรม”เงิน” กับ “ยา” ซึ่งประธานถูกละไว้และถ้าหากจะทำให้เป็นประโยค ประธานนำหน้าคำกิริยา ก็จะต้องเป็นคำที่เกี่ยวข้องกับ โรงพยาบาลที่ฉันมารักษา ผู้ทำหน้าที่พิจารณาตัดสินจำนวนเงินและเป็นผู้จ่ายยาให้ผู้ใช้บริการ ส่วนผู้ที่ถูกกระทำหรือเป็นกรรมหลักของประโยคก็คือประชาชน ในรูปแบบประโยคเช่นนี้ ประชาชนจึงไม่สามารถเป็นประธานผู้กระทำเองได้ นอกเสียจากจะแก้ไขวลีให้เป็น“จ่ายเงิน” กับ “รับยา”


วลีดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นการบอกเพียงว่าผู้อ่านต้องทำอะไรแต่บอกด้วยว่ารัฐทำอะไรกับผู้อ่านอยู่ ดังนั้นฉันจึงไม่ได้ต่อคิวเพื่อจ่ายเงินให้โรงพยาบาลแล้วรับยาจากโรงพยาบาล แต่ทว่าถูกคิดเงินแล้วโดนจ่ายยา
ดังนั้น “ชำระเงิน” กับ “จ่ายยา” จึงเป็นวลีที่ให้ประชาชนตระหนักถึงรูปแบบความสัมพันธ์ของตนกับรัฐว่า ใครที่เป็นผู้กระทำและใครเป็นผู้ถูกกระทำ ฉันเลยรู้สึกได้ทันทีว่าฉันเป็นเพียงพลเมืองตัวเล็กๆที่กำลังถูกกำกับภายใต้สายตาที่จับจ้องโดยรัฐ


โรงพยาบาลรัฐจึงไม่เพียงทำหน้าที่รักษาเยี่ยวยาความป่วยไข้ของพลเมืองแต่ยังขัดเกลาสำนึกที่มีต่อรัฐว่าใครเป็นผู้กระทำและเป็นประธานไม่ว่าในไวยากรณ์ภาษาหรือไวยากรณ์ชีวิต ถึงแม้ว่าประชาชนจะเป็นรัฐาธิปัตย์ มีอำนาจในการปกครองรัฐ แต่อำนาจนั้นก็ถูก”จ่าย”จากรัฐอีกที และแม้ว่าประชาชนจะเป็นผู้จ่ายภาษีเลี้ยงดูอุ้มชูรับ แต่สำหรับสายตารัฐแล้วมันไม่ต่างอะไรไปจากการ”ชำระเงิน”

เอ๊ะ !... รึว่าฉันไม่ได้อ่านไม่เอาเรื่อง แต่ฉันอ่านหาเรื่อง...