วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ผู้หญิงไม่กลัวแก่


ทันทีที่เราอายุมากขึ้น ชีวิตก็ยิ่งทวีความซับซ้อนมากขึ้นทั้งความคิดความอ่าน หรือถ้าไม่ใช่สำหรับบางคน อย่างน้อยยศนำหน้าชื่อก็เปลี่ยนไป มีมิติทางเพศก็ปรากฏให้เห็นความซับซ้อนของตัวเรา จากน้องกลายเป็นพี่ จากพี่นานๆเข้าถูกเรียกเป็น “ป้า” ไม่ก็ “ยาย”

แม้จะช่วยบอกวัยวุฒิและความอาวุโสอันเปรียบได้กับเครื่องรางของขัลงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสังคม แต่บางครั้งก็รู้สึกเจ็บจี๊ดๆที่ใจชอบกล เพราะมันรู้สึก ”กูแก่” แน่สิไม่มีใครอยากแก่ ตกกระ นมยาน หนังหน้าเหี่ยวกันหรอก เพราะมันดูน่าเกลียดไม่น่ามอง ความแก่จึงกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีใครปรารถนา แต่เป็นสิ่งที่เราหลีกหนีไม่พ้น นอกเสียจากว่าจะชิงตายไปก่อนแก่ แต่แน่ล่ะ...ก็ไม่มีใครกล้าทำ

แม้ว่าสาวๆหลายคนจะไม่อยากแก่แต่ถึงอย่างไรก็ยังอยากมีอายุที่ยืนยาว

ขนาดพระพุทธรูปที่เป็นผู้ชายทั้งดุ้นเองก็ยังไม่ชอบความแก่เฒ่า เราจึงไม่เห็นพระพุทธเจ้าในวัยคุณตา เพราะมันไม่น่ามองไม่มีพุทธศิลป์ และที่สำคัญหล่อปั้นก็ยากกว่า พระพุทธรูปจึงมักจะถูกปั้นถูกวาดให้หนุ่มเสมอ
แม้แต่ตอนอายุ 80 ปี ปางปรินิพพาน ดูผ่านๆยังนึกว่าปางไสยาสน์ ดังนั้นพระพุทธรูปเวอร์ชั่นเหี่ยวที่สุดที่เคยเห็นเคยเห็นคงจะเป็นปางบำเพ็ญทุกรกิริยา แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ใช่ความชราภาพ ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่สามารถล่วงรู้ขวบวัยของพระพุทธเจ้าได้ด้วยการสังเกตทางกายภาพของรูปปั้นหรือรูปภาพ

อย่าว่าแต่วัยเลย บางครั้งยังอยากที่จะระบุเพศของพระพุทธรูปเสียด้วยซ้ำ

ความแก่ไม่เพียงแต่ ( ถูกกล่าวหาว่า ) ไม่น่ามอง แต่ยังไม่น่าเข้าใกล้ เพราะทุกครั้งที่นั่งรถเมล์เราจึงมักหวังในใจให้คนแก่ไปยืนอยู่ห่างๆ หรืออย่างน้อยก็แกล้งหลัยซะจะได้ไม่ต้องเห็น เพราะความแก่เป็นวัยของความโรยรา ไร้เรี่ยวแรง กระเซาะกระแซะ เจ็บป่วย ต้องพึ่งพิงและนำไปสู่ความตาย

หลายๆคนจึงกลัวแก่เพราะกลัวตาย เพราะนำมาสู่ความตายจริงๆ ยิ่งผู้หญิงในยุคกลางยิ่งตายง่ายกว่าผู้ชาย เพราะผู้หญิงแก่มักเป็นผู้มีวิชาความรู้สั่งสมมานาน จนถูกมองว่าเป็นแม่มด และแน่นอนที่สุด พวกหล่อนต้องถูกจับย่างสด เพราะเป็นภัยแต่ศาสนจักรและอาณาจักร

ถึงอย่างไรความตายก็สตาฟความสวยความเยาว์วัยไว้ได้ มารีลิน มอรโรล หล่อนสวยสาวเป็นดาวค้างฟ้า ก็เพราะหล่อนหนีไปอยู่บนฟ้าก่อนที่จะแก่

แม้จะผ่านยุคกลางมาหลานศตวรรษแล้ว ความแก่นั้นก็ยังคงเป็นภัยเฉพาะเจาะจงกับผู้หญิง เพราะในสังคมที่”นม” กับผู้หญิงถ฿กจับคู่กัน ผู้หญิงยิ่งมีชีวิตอยู่นานๆยิ่งไม่ดี เดี๋ยวมันจะบูดเอา แต่ผู้ชายเขาว่า ยิ่งอายุมากยิ่งดี เหมือนไวน์ที่บ่มไว้นาน

หลายคนโทษสื่อโดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ในสังคมทุนนิยมว่า ทำให้ความแก่เสมือนโรคภัยไข้เจ็บ เช่นเดียวกับความอ้วน ที่ออกมาขายสินค้ากระชับความตึงของผิวหน้าและลบเลือนตีนกาในโฆษณาขั้นละครที่พระเอกนางเอกเป็นวัยรุ่นวัยเรียนแล้วให้คนแก่ๆเล่นบทขี้ข้าคนใช้แม่ค้าและตัวร้าย

แต่ฉันคิดว่าสื่อนี่แหละที่ทำให้ฉันไม่กลัวแก่และอยากแก่ไวๆ

เพราะหลังจากไปดูการดำเนินชีวิตของ 4 สาววัยเลข 4 นำหน้าในเรื่อง Sex And The City The movie แล้วได้ซื้อหนังสือชีวประวัติของหญิงเก่งอย่าง ภัทราวดี มีชูธน กลับมาอ่านที่บ้าน ประกอบกับได้ดูเอ็มวีใหม่ล่าสุดของ Madonna รอดร่ายส่ายสั่นในชุดแอโรบิคกับแดนเซอร์หนุ่มกล้ามโตได้อย่างแสบสันต์ตัณหา

เพราะความแก่และความเก๋าของพวกเธอ ไม่ได้แยกออกจากกันเลย

วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

วิทยาศาสตร์ยุคใหม่ ใกล้ชิดประชาชน


วันก่อนฉันถามเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นอาจารย์สอนปรัชญาตะวันออกว่า ทำไมนรกต้องร้อนด้วย แล้วทำไมต้องเกี่ยวกับการลวกการเผาหรืออะไรก็ได้ที่อาศัยความร้อน
เขาให้คำตอบว่า “ก็คิดแบบวิทยาศาสตร์ดูสิ ก็ภายใต้พื้นผิวโลกมีอุณหภูมิที่ร้อนกว่าและมีการเผาผลาญมหาศาลไง”

ฉันได้แต่พยักหน้าหงึกๆถึงความเป็นเหตุเป็นผลของมัน ....ว่าแต่ว่า นรกสวรรค์เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ตั้งแต่เมื่อไรกัน…

สำหรับฉันแล้ว นรกสวรรค์และวิทยาศาสตร์ ต่างก็เป็นเรื่องไกลตัวฉันด้วยกันทั้งนั้น เพราะรู้สึกว่ามันอยู่ในวัดในห้องแลบมากกว่าจะมาตั้งอยู่ในบ้านฉัน

ยิ่งเรื่องวิทยาศาสตร์เข้าแล้วยิ่งไกลตัวเข้าไปใหญ่ เพราะเพิ่งจะมาได้ยินตอนเข้าโรงเรียนแต่เรื่องนรกสวรรค์ชั้นฟ้าผีเปรตเจตภูติฉันได้ยินมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก

มาพักหลังๆพอได้ยินแนวคิด “กระทรวงวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ ใกล้ชิดประชาชน” ทำให้ฉันใจชื้นขึ้น เพราะองค์ความรู้ที่อยู่บนหอคอยงาช้างจะได้ถูกสอยลงมาให้ทำความรู้จักเสียที หรืออย่างน้อยที่สุดเรื่องที่ดูเหมือนว่าจะผูกขาดอยู่กับคนนุ่งชุดกาวน์ถือหลอดทดลอง จะได้กระจายมายังคนนุ่งกระโจงอกถือตะหลิวนอยู่แต่บ้านอย่างฉัน และพวก ไนตรัสออกไซด์ กรดซัลฟิวรัส โปรตอน อิเล็กตรอน หรือที่ชื่อแปลกๆจำยากพวกนี้จะได้มาเป็นสมาชิกใหม่ในชีวิตประจำวันของเราสักวัน

ว่าแต่ว่าวิทยาศาสตร์ยุคใหม่นี่มันเป็นยังไงกันหว่า

ฉันพอจะรู้ความหมายของวิทยาศาสตร์เฉยๆว่า “ความรู้” เพราะมันตรงกับภาษาอังกฤษคำว่า science ซึ่งมาจากภาษาลาติน scientia ที่แปลว่าความรู้ และมันคำว่า “วิทยา” และ “ศาสตร์” ต่างก็แปลว่าความรู้เหมือนกัน แต่ไหงมีคนเอาไปอธิบายว่า วิทยาศาสตร์หมายถึงการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แล้วรวบรวมเป็นความรู้ ได้ไงก็ไม่รู้

ส่วนวิทยาศาสตร์สมัยใหม่จากที่จำขี้ปากนักวิชาการมาพอสรุปได้ว่า ยุคใหม่แห่งวิทยาศาสตร์อุบัติขึ้น หลังจากที่ กาลิเลโอ กาลิเลอี นักฟิสิกส์ชาวอิตาลี ออกมาพิสูจน์ว่าโลกไม่ได้เป็นศูนย์กลางจักรวาลอย่างที่ศาสนาบอกให้เชื่อ หลังจากนั้นเป็นต้นมา บรรดาวิทยา และ ศาสตร์ต่างๆที่เคยจำศีลเป็นเวลานานก็ถูกเปิดเผยและผลิตขึ้น เกิดความรู้ใหม่ๆมากมาย จนอะไรที่เรียกว่าใหม่แกะกล่องกลายเป็นของดี ทำให้เราต้องอัพเดทอยู่เสมอ ซึ่งรวมไปถึงวิทยาศาสตร์ด้วย

มาลองคิดดูแล้ววิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้เป็นความรู้ใหม่อะไร เพราะสมัยก่อนก็มีวิทยาศาสตร์เหมือนกันนะ แต่จะก่อนขนาดไหนไม่รู้ รู้แต่ว่าในสมัยกรุงธนบุรีก็ใช้คำนี้ในฐานะวิชาด้านคุณไสย เพราะถือว่าเป็นวิทยาและศาสตร์อย่างหนึ่ง

ขนาดบิดาแห่งโหราศาสตร์ไทยก็ไม่ได้เป็นคนละคนกับบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทยแต่อย่างใด

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่หากจะมีการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วย พระเจ้าสร้างโลกภายใน 6 วันด้วยวจนะ บรรพบุรุษของเรา ชื่อ ปู่สังกะสาย่าสังกะสี หรืออุทกภัยน้ำท่วมเกิดมาจากปีนี้นาคให้น้ำหลายตัว เพราะต่างก็เป็นการอธิบายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพียงแต่ถูกมองว่าเป็นวิทยาและศาสตร์ที่เก่าเก็บและล้าสมัย ทว่าใกล้ชิดประชาชนนะเออ

อย่างไรก็ตาม ก็ถือว่าเป็นข่าวที่น่ายินดีที่หน่วยงานราชการตั้งใจปฏิรูปวิทยาศาสตร์อย่างเอาจริงเอาจังให้เป็น “ยุคใหม่” จนทำให้ใกล้ชิดประชาชนได้เป็นผลสำเร็จ เพราะเมื่อวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ 18 สิงหาที่ผ่านมา ฉันเห็นคนแถวบ้านไปร่วมทำบุญตักบาตรเลี้ยงพระเพื่ออุทิศกุศลผลบุญถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย กันแน่นโรงเรียนเชียว

วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

นาง กับ นางสาว


ก่อนจะเล่าเรื่องไร้สาระ ฉันขอแสดงความยินดีย้อนหลังกับนักเรียกร้องสิทธิสตรีทั้งหลาย ที่พยายามเรียกร้องจนสุดลิ่มทิ่มประตูจนเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อผู้หญิงเป็นผลสำเร็จ จนประเทศไทยแลนด์กล้าประกาศศักดาว่าเป็นชาติไทยทันสมัยชั้นแนวเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ พัฒนากว่าประเทศอื่นๆที่เป็นประเทศโลกที่หนึ่ง

...ว่าแต่เป็นจริงอย่างที่เขาประกาศรึเปล่า ฉันไม่รู้...

มาเข้าเรื่องของฉันดีกว่า มีอยู่วันหนึ่งได้รับหนังสือเล่มบางๆจากเพื่อนสนิทที่ไปร้านหนังสือมา เป็นหนังสือ how to ชื่อ “มารยาทในการเข้าสังคม” มันหวังดีหรือมันอยากจะด่าฉันทางอ้อม ก็ไม่รู้
ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมจะต้องมีหนังสือ how to เข้าสังคมด้วย ในเมื่อเราก็เป็นสัตว์สังคม แม้จะมีนักวิชาการบางคนบอกว่าเราเป็นสัตว์ปัจเจกเพียงแต่ถูกทำให้เป็นสัตว์สังคมมาเป็นเวลาโกฏิปีก็ตาม แต่ถึงอย่างไร ในตอนนี้เราขาดสังคมไม่ได้จริงๆ

ถ้าจะพูดแบบง่ายๆก็คือในฐานะที่เป็นสัตว์ที่ปฏิเสธสังคมไม่ลงจริงๆ หนังสือมารยาทในการสังคม จึงเป็นคู่มือสำคัญยิ่งเพื่อเข้าใจถึงโครงสร้างสังคมและความคาดหวังของสังคมที่ตนอยู่ ที่สำคัญรู้จักตัวตนและสถานภาพของตนเองในฐานะสมาชิกของสังคมนั้นๆ ไม่อย่างนั้นคนพุทธจะอ่านไตรปิฏกไปทำไม และคริสเตียนจะอ่านไบเบิ้ลเพื่ออะไรกัน

ฉันจึงหยิบของฝากที่เพื่อนอุตส่าห์ซื้อมาให้ด้วยความปรารถนาดีประสงค์ร้าย พลิกอ่านไปมา ในหนังสือบอกว่าเมื่อไปงานศพ ให้พบเจ้าภาพแล้วแสดงความเสียใจ ( นี่ถ้าไม่บอกฉันคงไปหัวเราะรดหน้าเจ้าภาพแล้วมั้ง ) อ่านแล้วคล้ายๆคำแนะนำบนกล่องอาหารแช่แข็งว่า “โปรดอุ่นก่อนรับประทาน” ไม่มีผิด

แต่ดูเหมือนว่ามีหลายอย่างที่ฉันไม่รู้ ที่ไม่รู้เพราะไม่รู้เหตุผลว่าทำไมถึงต้องทำแบบนี้ เช่น ในงานเลี้ยงบุฟเฟต์ ถึงเวลาอาหารต้องให้สุภาพสตรีเข้าตักอาหารก่อน ถ้าโต๊ะจีนก็ต้องบริการสุภาพสตรี และไม่ว่าอะไรต้องช่วยเหลือ สุภาพสตรี เด็กและคนชราเสมอ และที่สำคัญต้องพูดจาให้เกียรติสุภาพสตรีอยู่เสมอ

ในหนังสือไม่ได้บอกว่าทำไมต้องทำแบบนั้นต้องทำแบบนี้ แต่ดูเหมือนว่า ผู้หญิงที่ในหนังสือเรียกว่า “สุภาพสตรี” นั้นเหมือนบุคคลในภาวะพึ่งพิงที่ต้องรับการประคบประหงมมากกว่าจะเป็นมนุษย์ปรกติผู้กระทำอะไรได้เอง

พอเปิดมาถึงบทที่ว่าด้วยการแนะนำให้รู้จักกันต้องแนะนำผู้อ่อนวัยกว่าให้รู้จักผู้สูงวัยกว่า ผู้มียศต่ำกว่าให้ผู้มียศสูงกว่า แม้จะฟังดูทะแม่งๆแต่ฉันก็พอเข้าใจดีว่าสังคมที่เราอยู่มันช่างเต็มไปด้วยศักดินา การไว้ยศถือชนชั้น

แต่ที่เป็นความรู้ใหม่และชวนตะลึงพรึงเพริศคือ ควรแนะนำหญิงที่ยังไม่ได้สมรสให้รู้จักผู้หญิงที่สมรสแล้ว
ดังนั้นการแต่งงานจึงไม่ต่างการเลื่อนขั้นทางสังคม เป็นการเปลี่ยนผ่านชนชั้นเช่นเดียวกับการบวชเรียนในสมัยก่อนหรือการเรียนให้จบอุดมศึกษาในปัจจุบัน เพื่อถีบตัวเองจากชนชั้นล่างขึ้นสู่อีกระดับหนึ่งที่เป็นชนชั้นพิเศษกว่า แต่ตำแหน่งของผู้หญิงจะสูงต่ำไม่ได้อยู่ที่การงานหรือการศึกษา แต่ต้องอาศัยการมีหรือไม่มีซึ่งผัว ( หรือจะเรียกให้สวยหรูคือสามี อันแปลว่า เจ้าของหรือเจ้านาย ) เป็นองค์ประกอบ

หญิงโสดหลายคนจึงต้องเผชิญกับสถานภาพของตนเองเป็นปัญหาที่ใครๆต่างก็บอกว่ามันช่างเหงาเปล่าเปลี่ยวเหี่ยวแห้งเป็นแตงเฉาตาย ยิ่งเกินวัยสาวแล้วแต่ยังเป็น”นางสาว”อยู่ ยิ่งดูน่าสงสารและเป็นเป้านินทาของสังคม เพราะมันไม่มีเกียรติทางสังคม

ด้วยเหตุนี้การเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อของหญิงหม้ายกลับไปเป็นนางสาวได้ และ ผู้หญิงสามารถเลือกได้ว่าจะใช้คำนำหน้าชื่ออะไรเมื่อจดทะเบียนสมรสแล้ว ฉันจึงยินดีเฉพาะกับนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี

วันพุธที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ฆ่าตัวตาย

“โถ... อายุยังน้อยไม่น่าคิดสั้นเลย”
“เค้าว่า การฆ่าตัวตาย เป็นบาปหนากว่าฆ่าคนอื่นอีกนะ”
“ขนาดหมาขี้เรื้อนมันยังไม่ฆ่าตัวตายเลย”

“ถูกค่ะ... หมาขี้เรื้อนมันจะไปฆ่าตัวตายได้ไง ขนาดหายามาทาให้ขนงอกมันยังทำไม่เป็นเลย นับประสาอะไรกับถือถือมีดมาปาดขาหน้าตัวเอง”


ฉันแอบเห็นด้วยในใจขณะนอนดูรายการข่าวพลางอ่าน sms ที่คนทางบ้านส่งไปร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ นักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดัง โดดตึกที่คณะฆ่าตัวตาย เพราะเครียดเรื่องคะแนนเกรดทีไม่ได้อย่างที่ตนหวัง ซึ่งดูเหมือนว่ากลายเป็น”ปัญหาสังคม”

ยิ่งวัยรุ่นฆ่าตัวตายแล้วยิ่งถือว่าเป็นปัญหาสังคม เพราะว่ารัฐอุตส่าห์ลงทุนด้วยสวัสดิการต่างๆมากมายให้กับนักเรียนนักศึกษา เพียงเพื่อหวังว่าการลงทุนในครั้งนี้จะทำให้ทรัพยากรมนุษย์เติบโตมีอาชีพดีๆรายได้สูงๆ สามารถจ่ายภาษีให้รัฐในอัตรามากๆได้ แต่ไม่ทันที่รัฐจะได้ผลกำไร ยังไม่ถอนทุนด้วยซ้ำก็ดันมาชิงตายเสียก่อน

อัตวินิบาตกรรมจึงเป็นบาปหนาเพราะทำให้รัฐขาดทุนและผิดหวัง นอกเสียจากว่าเป็นการฆ่าตัวตายเพื่อรับใช้รัฐ ที่ซามูไรปกป้องความลับด้วยการฮาราคีรี คว้านท้องตนเองจนไส้ขาดจะได้ไม่ต้องไปสาวไส้ให้กาที่ไหนกิน เช่นเดียวกับสโลแกนของลูกเสือ “เสียชีพอย่าเสียสัตย์” ที่ประกาศว่า กูยอมกลืนน้ำยาล้างห้องน้ำยังดีเสียกว่ากลืนน้ำลายตัวเอง ( ที่เคยปฏิญาณไว้ว่าจะจงรักภักดี ) เพราะถือว่าเป็นการพลีชีพ เสียสละเลือดเนื้อ เพื่อชาติและอุดมการณ์

ดังนั้นการฆ่าตัวตายที่ไม่ถือว่าบาปก็คือ การฆ่าตัวตายถวายรัฐ

รัฐจึงถือว่าเป็นผู้ที่สามารถกำหนดความตายให้พลเมืองได้ เพราะเมื่อเราตายจึงต้องมีใครสักคนไปแจ้งอำเภอเพื่อรับการยินยอมจากรัฐในมรณบัตรเสียก่อนว่าตายจริงๆ

รัฐกับพระผู้เป็นเจ้าและเจ้ากรรมนายเวรจึงมีฟังค์ชั่นเดียวกัน ต่างก็ทำหน้าที่ควบคุมกำกับมนุษย์ ลิขิตชะตาชีวิต หรือให้มนุษย์เกิดมาก็เพราะชดใช้เวร และตายไปตามกฎแห่งกรรม

...ดังนั้น เวลาเสียภาษีแต่ละปีเราจึงรู้สึกเป็นเวรที่ต้องทำมากกว่าเป็นความสมัครใจ…

ด้วยเหตุนี้การที่ใครคนหนึ่งทำอัตวินิบาตกรรมนั้น จึงเป็นการท้าทายและปฏิเสธสถาบันศาสนา แล้วประกาศกร้าวเป็นเพลงป้าเบิร์ดว่า “นี่คือชีวิตลิขิตของเรา” หรือพูดให้เก๋หน่อยก็คือ ฉันมี “self-determine” ที่จะอยู่หรือตาย ไม่ว่าด้วยเหตุผลเพราะติดหนี้ เกรดตก อกหัก รักคุด ตุ๊ดเมินหรือจะอะไรก็ช่าง

เพราะเดี๋ยวนี้ใครๆก็เลือกที่จะทำตามความต้องการความฝันใฝ่ อย่างที่เด็กวัยรุ่นสมัยใหม่ล่าตามฝันด้วยการสมัครเข้าโรงเรียนกินนอนสอนร้องเพลง ให้คนทางบ้านได้โหวตได้เชียร์ได้ชม แสดงความเห็นต่างๆนานาตลอด24ชั่วโมง

หลังจากดูข่าวและอ่านข้อความแสดงความคิดเห็นใต้รายการมานาน จนนึกไปว่าเป็นรายการเรียลลีตี้ Academy Fatasia ฉันก็อดไม่ได้ที่ส่งsmsไปแสดงความคิดเห็นบ้าง

“ บอกไปแต่แรกแล้ว ว่าอย่าลงโทษอาจารย์หนุ่มที่ให้นักศึกษาหญิงอมนกเขาเพื่อแลกเกรด ...ก็ไม่เชื่อ ”

วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2551

โรงพยาบาลรัฐกับสำนึกของพลเมือง


เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อตอนฉันพาแม่ไปลอกต้อกระจกที่โรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่ง ฉันทำใจไว้แล้วเสมอเวลาจะติดต่อหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งของรัฐมักไม่ได้อย่างที่ต้องการ และนำไปสู่การใช้ปากเสียกันระหว่างเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้เสียภาษี ซึ่งมันก็เป็นอย่างที่สังหรณ์ใจเสมอ ขณะที่กำลังยืนต่อคิวยาวเหยียดเพื่อจ่ายเงินค่ายาและค่าผ่าตัด ( เมื่อได้ใบเสร็จแล้วก็จะสามารถไปรับยาหลังจากนั้นจึงจะไปฟังขั้นตอนการใช้ยาแล้วก็ไปหาแม่ที่ห้องพักผู้ผ่าตัด ซึ่งแต่ละที่ที่ต้องทำอยู่คนละตำแหน่งคนละชั้นกัน ) ฉันเหลือบไปเห็นตัวอักษรเบ้อเร่อเบ้อร่าว่า “จ่ายยา” อยู่ใกล้ๆกับช่องที่ฉันต่อคิวรอเสียค่าพยาบาลอยู่ ฉันจึงหันมามองช่องที่ฉันต่อแถวอยู่บ้างมันเขียนว่า “ชำระเงิน” ด้วยฟอนต์และขนาดเดียวกัน


เรื่องทั้งหมดนี้ ถ้าอ่านเอาเรื่องก็คงจะได้ความว่า ถ้าจะจ่ายเงินช่องนี้ แต่ถ้าจะเอายาไปช่องถัดไป ก็ไม่เห็นมีอะไรผิดแปลก สะกดก็ถูก ฟอนต์ก็ปรกติ ถ้าอ่านออกเสียงก็ไม่รู้สึกเหมือนถูกกรรโชกแต่อย่างใด


แต่ฉันมันบ้า ดันอ่านไม่เอาเรื่อง...


ฉันจับประเด็นได้ว่า ข้อความที่เขียนทั้ง 2 ช่องนั้น เป็นข้อความที่โรงพยาบาลต้องการแจ้งให้ผู้ใช้บริการรับทราบ ว่าถ้าหากต้องการสิ่งใดให้ไปช่องนั้น ช่องทีเขียนว่า “จ่ายยา” นั้นหมายถึงประชาชนคนเจ็บไข้ที่ต้องการยาก็ให้ไปรับยาที่ช่องนี้ แล้วช่องข้างๆที่เขียนว่า “ชำระเงิน” นั้นต้องการจะบอกว่า ประชาชนผู้ป่วยไข้จะต้องเสียเงินเท่าไรก็ต้องไปช่องนี้


พอเข้าใจได้ดังนั้นฉันก็สงสัยขึ้นมาทันทีว่าป้ายนี้ต้องการจะบอกใคร ฉันหรือโรงพยาบาล
เพราะ “ชำระเงิน” กับ “จ่ายยา” ทั้ง 2 เป็นวลีที่เกิดจากคำกิริยา “ชำระ” กับ “จ่าย” บวกกับกรรม”เงิน” กับ “ยา” ซึ่งประธานถูกละไว้และถ้าหากจะทำให้เป็นประโยค ประธานนำหน้าคำกิริยา ก็จะต้องเป็นคำที่เกี่ยวข้องกับ โรงพยาบาลที่ฉันมารักษา ผู้ทำหน้าที่พิจารณาตัดสินจำนวนเงินและเป็นผู้จ่ายยาให้ผู้ใช้บริการ ส่วนผู้ที่ถูกกระทำหรือเป็นกรรมหลักของประโยคก็คือประชาชน ในรูปแบบประโยคเช่นนี้ ประชาชนจึงไม่สามารถเป็นประธานผู้กระทำเองได้ นอกเสียจากจะแก้ไขวลีให้เป็น“จ่ายเงิน” กับ “รับยา”


วลีดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นการบอกเพียงว่าผู้อ่านต้องทำอะไรแต่บอกด้วยว่ารัฐทำอะไรกับผู้อ่านอยู่ ดังนั้นฉันจึงไม่ได้ต่อคิวเพื่อจ่ายเงินให้โรงพยาบาลแล้วรับยาจากโรงพยาบาล แต่ทว่าถูกคิดเงินแล้วโดนจ่ายยา
ดังนั้น “ชำระเงิน” กับ “จ่ายยา” จึงเป็นวลีที่ให้ประชาชนตระหนักถึงรูปแบบความสัมพันธ์ของตนกับรัฐว่า ใครที่เป็นผู้กระทำและใครเป็นผู้ถูกกระทำ ฉันเลยรู้สึกได้ทันทีว่าฉันเป็นเพียงพลเมืองตัวเล็กๆที่กำลังถูกกำกับภายใต้สายตาที่จับจ้องโดยรัฐ


โรงพยาบาลรัฐจึงไม่เพียงทำหน้าที่รักษาเยี่ยวยาความป่วยไข้ของพลเมืองแต่ยังขัดเกลาสำนึกที่มีต่อรัฐว่าใครเป็นผู้กระทำและเป็นประธานไม่ว่าในไวยากรณ์ภาษาหรือไวยากรณ์ชีวิต ถึงแม้ว่าประชาชนจะเป็นรัฐาธิปัตย์ มีอำนาจในการปกครองรัฐ แต่อำนาจนั้นก็ถูก”จ่าย”จากรัฐอีกที และแม้ว่าประชาชนจะเป็นผู้จ่ายภาษีเลี้ยงดูอุ้มชูรับ แต่สำหรับสายตารัฐแล้วมันไม่ต่างอะไรไปจากการ”ชำระเงิน”

เอ๊ะ !... รึว่าฉันไม่ได้อ่านไม่เอาเรื่อง แต่ฉันอ่านหาเรื่อง...

"เค้าเล่าว่า"


“ที่รัก.. เค้าบอกว่าหนังเรื่องนี้สนุกมากเลยนะ ไปดูกันไหม”
“แกรู้ไหม เขาเล่าว่าอีดาราคนนี้ดูใสๆเรียบร้อยแบบนี้นะ ตัวจริงน่ะ แรดจะตายชัก”
“นี่หล่อน... เค้าบอกว่า น้ำคลอโรฟิลล์ มันไม่ได้ช่วยให้ผิวดีขึ้นหรอกนะยะ”


ฉันมักได้ข้อมูลข่าวสารประเภทนี้อยู่เสมอ ไม่ใช่จากใครที่ไหนก็บรรดาคนรอบข้างฉันนี่แหละ ที่ไม่ว่าจะไปฟังใครเขาเล่ามาก็จะจำมาเล่าให้ฉันฟังทุกที ซึ่งพอจะเดาได้ว่า ตอนไปฟังมาก็จะข้อมูลที่ขึ้นประโยคด้วย
“เค้าบอกว่า...”


ฉันก็ไม่รู้ว่าสมควรจะเชื่อเพื่อนดีไหม แม้ว่าจะเป็นบุคคลที่เชื่อถือและไว้ใจ แต่ไอ้เรื่องที่ไปฟังมาไม่รู้ว่าน่าเชื่อถือได้รึเปล่า เพราะ ”เขา” หรือ ”เค้า” คนนั้นเป็นใครก็ไม่รู้ อาจทีมวิจัยจากอีรีนอยส์ หรือ หมอผีในปาปัวนิวกีนี หรือบางที... ไม่มีตัวตน


การที่ไม่มีอะไรอ้างอิงมันจึงเป็นเรื่องที่ชวนให้ลำบากใจให้เชื่อถืออยู่ไม่น้อย


ถึงจะกระนั้นก็เถอะ การที่มีอ้างอิงก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยไปในความรับรู้ของเรา เวลาทำรายงาน เขียนบทความจึงรู้สึกว่า พวกเชิงอรรถ บรรณานุกรม มันช่างวุ่นวาย เรื่องมาก หลายคนพาลคิดไปว่าเป็นความโก้เก๋และเป็นสิ่งตกค้างทางวัฒนธรรมตะวันตกหลังยุคล่าอาณานิคม อย่าแค่ให้เขียนเลย อ่านยังไม่อยากก่านด้วยซ้ำ


การที่ไม่มีอะไรอ้างอิง หรือแหล่งที่มา ความรู้จึงกลายเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ พิสูจน์ไม่ได้ว่าจริงหรือไม่จริง ตรวจสอบไม่ได้ว่าถูกหรือผิด หรืออย่างที่คนสมัยใหม่ชอบพูดว่า ”ไม่โปร่งใส”


ความรู้ประเภทจับต้องไม่ได้นี้ ฉันว่ามันช่างเหมาะเจาะกับสังคมชาวนาสังคมชาวพุทธอย่างของไทยเสียนี่กระไร ความรู้ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ก็ขึ้นมาลอยๆด้วยตนเอง ไม่มีการอ้างอิง และไม่มีการจดบันทึก เป็นเพียงการท่องจำฟังตามกันมา กว่าจะจดบันทึกเป็นพระไตรปิฎกก็ล่อไปเกือบ 500 ปีหลังจากปรินิพพาน พระสงฆ์ที่ขึ้นธรรมาสน์เทศนาก็ไม่มีบทร่างเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร อีกอย่างการปลูกไร่ไถนาเลี้ยงหมูดูหมาจึงไม่จำเป็นต้องรู้หนังสือ


เราจึงชอบที่จะเล่าจะฟังมากกว่าขีดๆเขียนๆเอง คนที่กล่าวสุนทรพจน์ได้โดยไม่มีสคริปจึงดูเจ๋งกว่าคนที่มีสคริปให้พูด เพราะการอ่านจึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าพิสมัยและไม่ธรรมชาติ เสมือนไกลตัวออกไป


ทุกวันนี้แต่ละช่องทีวีจึงดกดื่นไปด้วยรายการที่ให้นักข่าวออกมาอ่านข่าวอ่านนิตยสารให้เราฟังทุกเช้า เพราะผู้ชมโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเภทฉันขี้เกียจที่จะเปิดอ่านหนังสือพิมพ์นิตยสารเอง ด้วยเหตุประการฉะนี้นิตยสารจึงต้องมีจุดขายและเรียกผู้อ่านด้วยภาพถ่ายแฟชั่นมากกว่าบทความข้างในข้างใน


ซึ่งนับว่าเป็นข้อดีที่คนไทยยังไม่ลืม ”กำพืด” หรือพูดให้เสนาะหูหน่อยก็คือ ยังมีสำนึกรักษ์บ้านเกิด ท่ามกลางความพยายามถีบตัวเองออกจากสังคมการเกษตรสู่อุตสาหกรรม ระบบการศึกษาย้ายจากวัดมาสู่รัฐ เมืองหลวงที่รถติดเป็นอันดับต้นๆของโลกถูกพยายามแปรรูปให้เป็นเมืองหลวงแห่งแฟชั่นแถวหน้าของโลก ( ถึงขนาดเคยปิดถนนให้รถติดกว่าเดิมเพื่อเดินแบบอีกแน่ะ ) ที่ยังคงรักษากระบวนการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารความรู้แบบปากต่อปากเป็นมุขปาฐะ มากกว่าลายลักษณ์อักษร

เพราะฉะนั้นที่ ”เค้าบอกว่า” คนไทยอ่านหนังสือปีละไม่ถึง 10 บรรทัด... ฉันจึงไม่กังวลอะไร

วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ครอบครัว


เป็นเรื่องที่น่าเศร้า เพื่อนบ้านที่ฉันรู้จักคนนี้ หล่อนเป็นผู้หญิงประเภท แก่ เป็นโสด อยู่กับหมาต่างลูกและผัว ซึ่งดูเหมือนว่ากำลังจะมีโครงการเลี้ยงอาหารเย็นให้หมาจรจัดในซอยที่เธออยู่ในไม่ช้า หล่อนเคยบอกกับฉันว่า อยากแต่งงานมีผัวเลี้ยงลูก แต่ด้วยความเป็นลูกสาวคนโต และน้องชายก็แต่งงานแยกไปอยู่บ้านของตัวเอง ในบ้านจึงเหลือกันแค่ 4 คน เมื่อรวมพ่อแม่และน้าสาวซึ่งแก่เฒ่าเต็มที ดังนั้นเวลาทั้งหมดที่หล่อนจะใช้จับผู้ชายมาทำพ่อของลูก จึงถูกแปลงให้เป็นเวลาดูแลพ่อแม่และน้า ไม่สามารถตระเวนราตรี หรือไปสังสรรค์ได้ พอเลิกงานก็ต้องรีบกลับบ้าน เสาร์อาทิตย์ก็อยู่กับพ่อแม่พาไปทานข้าวเย็นบ้างหรือพาไปหาหมอตามที่นัดไว้บ้าง ชีวิตหล่อนวนเวียนอยู่อย่างนี้จนกระทั่งพ่อแม่และน้าตายลง


คราวนี้หล่อนสามารถหาเวลาสืบพันธุ์ได้แล้ว แต่เมื่อถึงเวลานั้นหล่อนก็พบว่าตัวเองหมดวัยเจริญพันธุ์เสียแล้ว


ฤดูร้อนที่ผ่านมา ฉันพบหล่อนที่สัตว์แพทย์ใกล้บ้าน ตอนฉันพาหมาไปฉีดยา เราจึงคุยกันตามประสาคนรักหมาแต่คนรักไม่มี หล่อนบอกว่ามีความสุขมากที่อยู่กับลูกๆของหล่อน


ลูกๆของหล่อนคือชิทสุที่หล่อนกำลังอุ้มและรวมไปถึงลูกอีกหลายตัวและหลายพันธุ์ต่างๆรวมกันที่อยู่ในบ้านเธอ


หลังจากพาหมาไปหาหมอ ฉันไปคลายร้อนที่สระว่ายน้ำคอนโดเพื่อนที่ซื้อไว้เป็นรังรักกับเกย์หนุ่มที่เจอกันในผับ เพื่อนฉันกับผัวอยู่กินด้วยกันจนเกือบครบทศวรรษ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่หาไม่ได้ในความสัมพันธ์ของฉัน


ทั้งคู่ต่างมีแหวนที่เหมือนกันคนละวงที่นิ้วนางข้างซ้าย เปิดบัญชีร่วมกัน ทำนิติกรรมร่วมกัน ทำประกันชีวิตให้แก่กัน พวกเขาอยู่กันอย่างอบอุ่นและมีความสุขกับสถานภาพที่พวกเขานิยามว่า “ครอบครัว” แม้ว่าไม่เคยเดินไปจดทะเบียนที่อำเภอหรือมีลูกมีเต้า แต่ทั้งคุ่ไม่เคยรู้สึกขาดพร่องหรือเป็นปมด้อยแต่อย่างใด


คำว่าครอบครัวของทั้งเพื่อนเกย์ และเพื่อนบ้านของฉันมันจึงไม่ใช่ “ครอบครัว” อย่างในตามแบบฉบับตำราสังคมศึกษาที่ฉันเคยอ่าน ไม่ได้เป็นครอบครัวแบบสำเร็จรูปที่จะต้องมี คุณพ่อโอบอ้อม คุณแม่อารี อยู่กันพร้อมหน้าเพื่อทำหน้าที่ผลิตสมาชิกในครอบครัวที่เชื่อฟังคำสั่งสอนให้เป็นเด็กดีมีหน้าที่ 10 อย่างด้วยกัน และจะต้องเป็นความสัมพันธ์ที่มีบรรยากาศอบอุ่น ( ทั้งที่ภูมิประเทศอยู่ในเขตร้อนจะตายชัก ) กรุ่นไอรัก เพื่อให้ลูกอันเป็นที่ฝากความหวังของทั้งชาติไม่มีปมด้อย เป็นเด็กปัญหา เล่นยา มั่วเซ็กซ์ ติดเกมส์ขลุกอยู่แต่ร้านอินเตอร์เนท หรือวันๆเอาแต่เดินเที่ยวห้างสรรพสินค้า ตระเวนราตรี


คำนิยามของสถาบันครอบครัวในอุดมคติ ที่พ่อแม่ต้องมีหน้าที่ดูแลลูกด้วยความรักใคร่ อบรมสั่งสอนด้วยความเมตตา พ่อแม่ต้องสภาวะทางอารมณ์มั่นคง ไม่แปรปรวน ไม่แสดงความรุนแรง ฉันว่ามันสร้างปัญหามากกว่าการเลิกราอหย่าร้างหรือการเป็นเด็กกำพร้าเสียอีก


เพราะหน้าที่สำคัญของพ่อแม่ที่ว่าต้องลี้ยงลูกด้วยความรักนั้น เป็นการนำ2สิ่งที่แตกต่างกันคนละขั้วมาผสมเป็นสิ่งเดียวกันเหมือนคลุกแกงเลียงกับสลิ่มมาเป็นอาหาร


จับเอาความรักที่เป็นอารมณ์ ซึ่งโดยปรกติไม่คงที่ เป็นอะไรที่ตามใจฉัน สามารถขึ้นลงได้ตลอดแล้วแต่สถานการณ์ ตอนนี้รักหมา วันนี้รักตัวเอง เวลานี้รักชอปปิ้ง คืนนี้รักเที่ยว แปลงให้เป็นหน้าที่ ซึ่งเป็นอะไรที่จะต้อง ”ทำ” ปฏิเสธหรือเกี่ยงไม่ได้ จำต้องรักลูกรักผัวก่อนอย่างอื่นรวมไปถึงตัวเอง


และสิ่งที่ได้จากหน้าที่ของครอบครัวในตำราก็คือ พ่อแม่ที่ชอบพูดว่า “เลี้ยงลูกให้เติบใหญ่ ไม่หวังอะไรจากลูกขอให้ลูกเป็นคนดีก็พอ” นั้น เพ้อเจ้อสิ้นดี


เพราะหน้าที่ของพ่อแม่ก็เพื่อทำให้สมาชิกใหม่ของครอบครัวเป็นไปตามความคาดหวังของสังคมซึ่งร่วมถึงพ่อแม่ด้วยในฐานะสัตว์สังคม ถ้าพ่อแม่ไม่ได้หวังอะไร แล้วทำไมต้องพาลูกไปหาจิตแพทย์ทันทีที่พบว่าลูกชอบเพศเดียวกัน และทำไมต้องกลัดกลุ้มเมื่อรู้ว่าลูกสาวสุดรักสุดหวงของตนกำลังหลงรักกับวินมอเตอร์ไซค์ชาวกาฬสินธุ์


ทันทีที่ผลผลิตของตนไม่ตรงอย่างที่คาดหวังพ่อแม่หลายคู่หลายคนก็คิดว่าตนเป็นบุพการีสอบตก แบกความรู้สึกผิดกลับมาโทษตัวเองว่าเลี้ยงแกไม่ดีแต่แรกเอง บ้างก็ว่าเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ใช้ความรุนแรง ไม่มีเวลาให้ ไม่ยอมอยู่พร้อมหน้า ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นการโบ้ยความผิดของรัฐ ที่ไม่ว่าจะเกิดปัญหาสังคมเรื่องอะไร เป็นต้องหันมาโทษหน่วยเล็กๆของสังคมที่ชื่อครอบครัวอยู่ร่ำไป แม้ว่าจะเป็นปัญหาระดับมหภาคก็ตาม ราวกับว่าโลกนี้ไม่เคยมีการก่ออาชญากรรมมาก่อน แล้วพ่อแม่มันสังเคราะห์แสงได้เองเลยไม่ต้องออกไปทำมาหากิน วันๆนึงนั่งให้นมป้อนข้าวลูกกิน


แล้วที่แย่กว่านั้นรัฐไม่เคยเลิกล้มความพยายามในการนำเอาอารมณ์มาแปรสภาพให้เป็นหน้าที่เพื่อผลิตสมาชิกใหม่ของสังคม


อย่างน้อยที่สุด ประการแรกของหน้าที่ของสถาบันครอบครัวที่บัญญัติในตำราเรียนข้อแรกก็คือ การผลิตสมาชิกใหม่ให้สังคม ซึ่งเป็นที่น่าสับสนว่าการปี้ๆเอาๆกันถูกสถาปนาเป็นหน้าที่ตั้งแต่เมื่อไรกัน ถ้ามันไม่เกิดอารมณ์มันจะเอากันไหม แล้วฉันอยากจะสารภาพว่า


“ที่กูเอากับผัวกูทุกวันเนี่ยะ เพราะกูเงี่ยน ไม่ได้คิดถึงการปฏิบัติหน้าที่ต่อสถาบันเลย”


ดังนั้นความหมายของครอบครัวจึงบรรจุแต่เรื่องของหญิงรักชาย ชายรักหญิง ที่มีลูกได้ ( ไม่งั้นเรียกว่าครอบครัวไม่สมบูรณ์ ) แต่ถึงกระนั้นก็ต้องมีลูกหลังเรียนจบทำการทำงาน มิฉะนั้นไม่เรียกว่าเป็นครอบครัว แต่เรียกว่า “ใจแตก”

โดยการนิยามประเภทนี้ทำให้ คู่เกย์ คู่เลสเบี้ยน หญิงแก่ที่อยู่กับหมา ปลาสนาการจากความหมายขอสถาบันครอบครัว เพราะไม่สามารถจดทะเบียนสมรสหรือและรับรองเป็นลูกได้ตามกฎหมาย รวมไปถึงไม่สามารถแจ้งเกิดภายใน 15 วันได้ว่าอีด่างมันตกลูกจำนวนคอกละกี่ตัว


ขณะที่วันครอบครัวของทุกปีที่รัฐกำหนด หลายคนต่างกลับบ้านกลับช่องภูมิลำเนาเดิมเพื่อไปอยู่กับบุคคลที่มีชื่อในทะเบียนบ้าน ไปอยู่กับ”ครอบครัว”ที่รัฐให้ความหมาย


การพาหมาไปหาหมอเพื่อฉีดยากันเชื้อบ้าในวันครอบครัวจึงนอกเหนือความเข้าใจการอยู่กับครอบครัวในแบบที่รัฐจำกัดความ การจูงมือไปทำบุญตอนเช้าและไปเล่นน้ำที่อตก.ตอนดึกของคู่เกย์จึงไม่ใช่กิจกรรมประสาครอบครัวในวันครอบครัวตามที่สังคมคาดหวัง


เพราะครอบครัวมันโยงถึงความสัมพันธ์ของพลเมืองที่มีต่อรัฐ และหน้าที่ของบุคคลที่มีต่อสังคม ไม่ใช่เรื่องของปัจเจกบุคคลกับความต้องการ

ดังนั้นฉันจึงกลับมาคิดได้ว่า อันที่จริงครอบครัวมันก็เป็นเรื่องของหน้าที่นี่หว่า...