วันพุธที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ฆ่าตัวตาย

“โถ... อายุยังน้อยไม่น่าคิดสั้นเลย”
“เค้าว่า การฆ่าตัวตาย เป็นบาปหนากว่าฆ่าคนอื่นอีกนะ”
“ขนาดหมาขี้เรื้อนมันยังไม่ฆ่าตัวตายเลย”

“ถูกค่ะ... หมาขี้เรื้อนมันจะไปฆ่าตัวตายได้ไง ขนาดหายามาทาให้ขนงอกมันยังทำไม่เป็นเลย นับประสาอะไรกับถือถือมีดมาปาดขาหน้าตัวเอง”


ฉันแอบเห็นด้วยในใจขณะนอนดูรายการข่าวพลางอ่าน sms ที่คนทางบ้านส่งไปร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ นักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดัง โดดตึกที่คณะฆ่าตัวตาย เพราะเครียดเรื่องคะแนนเกรดทีไม่ได้อย่างที่ตนหวัง ซึ่งดูเหมือนว่ากลายเป็น”ปัญหาสังคม”

ยิ่งวัยรุ่นฆ่าตัวตายแล้วยิ่งถือว่าเป็นปัญหาสังคม เพราะว่ารัฐอุตส่าห์ลงทุนด้วยสวัสดิการต่างๆมากมายให้กับนักเรียนนักศึกษา เพียงเพื่อหวังว่าการลงทุนในครั้งนี้จะทำให้ทรัพยากรมนุษย์เติบโตมีอาชีพดีๆรายได้สูงๆ สามารถจ่ายภาษีให้รัฐในอัตรามากๆได้ แต่ไม่ทันที่รัฐจะได้ผลกำไร ยังไม่ถอนทุนด้วยซ้ำก็ดันมาชิงตายเสียก่อน

อัตวินิบาตกรรมจึงเป็นบาปหนาเพราะทำให้รัฐขาดทุนและผิดหวัง นอกเสียจากว่าเป็นการฆ่าตัวตายเพื่อรับใช้รัฐ ที่ซามูไรปกป้องความลับด้วยการฮาราคีรี คว้านท้องตนเองจนไส้ขาดจะได้ไม่ต้องไปสาวไส้ให้กาที่ไหนกิน เช่นเดียวกับสโลแกนของลูกเสือ “เสียชีพอย่าเสียสัตย์” ที่ประกาศว่า กูยอมกลืนน้ำยาล้างห้องน้ำยังดีเสียกว่ากลืนน้ำลายตัวเอง ( ที่เคยปฏิญาณไว้ว่าจะจงรักภักดี ) เพราะถือว่าเป็นการพลีชีพ เสียสละเลือดเนื้อ เพื่อชาติและอุดมการณ์

ดังนั้นการฆ่าตัวตายที่ไม่ถือว่าบาปก็คือ การฆ่าตัวตายถวายรัฐ

รัฐจึงถือว่าเป็นผู้ที่สามารถกำหนดความตายให้พลเมืองได้ เพราะเมื่อเราตายจึงต้องมีใครสักคนไปแจ้งอำเภอเพื่อรับการยินยอมจากรัฐในมรณบัตรเสียก่อนว่าตายจริงๆ

รัฐกับพระผู้เป็นเจ้าและเจ้ากรรมนายเวรจึงมีฟังค์ชั่นเดียวกัน ต่างก็ทำหน้าที่ควบคุมกำกับมนุษย์ ลิขิตชะตาชีวิต หรือให้มนุษย์เกิดมาก็เพราะชดใช้เวร และตายไปตามกฎแห่งกรรม

...ดังนั้น เวลาเสียภาษีแต่ละปีเราจึงรู้สึกเป็นเวรที่ต้องทำมากกว่าเป็นความสมัครใจ…

ด้วยเหตุนี้การที่ใครคนหนึ่งทำอัตวินิบาตกรรมนั้น จึงเป็นการท้าทายและปฏิเสธสถาบันศาสนา แล้วประกาศกร้าวเป็นเพลงป้าเบิร์ดว่า “นี่คือชีวิตลิขิตของเรา” หรือพูดให้เก๋หน่อยก็คือ ฉันมี “self-determine” ที่จะอยู่หรือตาย ไม่ว่าด้วยเหตุผลเพราะติดหนี้ เกรดตก อกหัก รักคุด ตุ๊ดเมินหรือจะอะไรก็ช่าง

เพราะเดี๋ยวนี้ใครๆก็เลือกที่จะทำตามความต้องการความฝันใฝ่ อย่างที่เด็กวัยรุ่นสมัยใหม่ล่าตามฝันด้วยการสมัครเข้าโรงเรียนกินนอนสอนร้องเพลง ให้คนทางบ้านได้โหวตได้เชียร์ได้ชม แสดงความเห็นต่างๆนานาตลอด24ชั่วโมง

หลังจากดูข่าวและอ่านข้อความแสดงความคิดเห็นใต้รายการมานาน จนนึกไปว่าเป็นรายการเรียลลีตี้ Academy Fatasia ฉันก็อดไม่ได้ที่ส่งsmsไปแสดงความคิดเห็นบ้าง

“ บอกไปแต่แรกแล้ว ว่าอย่าลงโทษอาจารย์หนุ่มที่ให้นักศึกษาหญิงอมนกเขาเพื่อแลกเกรด ...ก็ไม่เชื่อ ”

วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2551

โรงพยาบาลรัฐกับสำนึกของพลเมือง


เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อตอนฉันพาแม่ไปลอกต้อกระจกที่โรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่ง ฉันทำใจไว้แล้วเสมอเวลาจะติดต่อหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งของรัฐมักไม่ได้อย่างที่ต้องการ และนำไปสู่การใช้ปากเสียกันระหว่างเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้เสียภาษี ซึ่งมันก็เป็นอย่างที่สังหรณ์ใจเสมอ ขณะที่กำลังยืนต่อคิวยาวเหยียดเพื่อจ่ายเงินค่ายาและค่าผ่าตัด ( เมื่อได้ใบเสร็จแล้วก็จะสามารถไปรับยาหลังจากนั้นจึงจะไปฟังขั้นตอนการใช้ยาแล้วก็ไปหาแม่ที่ห้องพักผู้ผ่าตัด ซึ่งแต่ละที่ที่ต้องทำอยู่คนละตำแหน่งคนละชั้นกัน ) ฉันเหลือบไปเห็นตัวอักษรเบ้อเร่อเบ้อร่าว่า “จ่ายยา” อยู่ใกล้ๆกับช่องที่ฉันต่อคิวรอเสียค่าพยาบาลอยู่ ฉันจึงหันมามองช่องที่ฉันต่อแถวอยู่บ้างมันเขียนว่า “ชำระเงิน” ด้วยฟอนต์และขนาดเดียวกัน


เรื่องทั้งหมดนี้ ถ้าอ่านเอาเรื่องก็คงจะได้ความว่า ถ้าจะจ่ายเงินช่องนี้ แต่ถ้าจะเอายาไปช่องถัดไป ก็ไม่เห็นมีอะไรผิดแปลก สะกดก็ถูก ฟอนต์ก็ปรกติ ถ้าอ่านออกเสียงก็ไม่รู้สึกเหมือนถูกกรรโชกแต่อย่างใด


แต่ฉันมันบ้า ดันอ่านไม่เอาเรื่อง...


ฉันจับประเด็นได้ว่า ข้อความที่เขียนทั้ง 2 ช่องนั้น เป็นข้อความที่โรงพยาบาลต้องการแจ้งให้ผู้ใช้บริการรับทราบ ว่าถ้าหากต้องการสิ่งใดให้ไปช่องนั้น ช่องทีเขียนว่า “จ่ายยา” นั้นหมายถึงประชาชนคนเจ็บไข้ที่ต้องการยาก็ให้ไปรับยาที่ช่องนี้ แล้วช่องข้างๆที่เขียนว่า “ชำระเงิน” นั้นต้องการจะบอกว่า ประชาชนผู้ป่วยไข้จะต้องเสียเงินเท่าไรก็ต้องไปช่องนี้


พอเข้าใจได้ดังนั้นฉันก็สงสัยขึ้นมาทันทีว่าป้ายนี้ต้องการจะบอกใคร ฉันหรือโรงพยาบาล
เพราะ “ชำระเงิน” กับ “จ่ายยา” ทั้ง 2 เป็นวลีที่เกิดจากคำกิริยา “ชำระ” กับ “จ่าย” บวกกับกรรม”เงิน” กับ “ยา” ซึ่งประธานถูกละไว้และถ้าหากจะทำให้เป็นประโยค ประธานนำหน้าคำกิริยา ก็จะต้องเป็นคำที่เกี่ยวข้องกับ โรงพยาบาลที่ฉันมารักษา ผู้ทำหน้าที่พิจารณาตัดสินจำนวนเงินและเป็นผู้จ่ายยาให้ผู้ใช้บริการ ส่วนผู้ที่ถูกกระทำหรือเป็นกรรมหลักของประโยคก็คือประชาชน ในรูปแบบประโยคเช่นนี้ ประชาชนจึงไม่สามารถเป็นประธานผู้กระทำเองได้ นอกเสียจากจะแก้ไขวลีให้เป็น“จ่ายเงิน” กับ “รับยา”


วลีดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นการบอกเพียงว่าผู้อ่านต้องทำอะไรแต่บอกด้วยว่ารัฐทำอะไรกับผู้อ่านอยู่ ดังนั้นฉันจึงไม่ได้ต่อคิวเพื่อจ่ายเงินให้โรงพยาบาลแล้วรับยาจากโรงพยาบาล แต่ทว่าถูกคิดเงินแล้วโดนจ่ายยา
ดังนั้น “ชำระเงิน” กับ “จ่ายยา” จึงเป็นวลีที่ให้ประชาชนตระหนักถึงรูปแบบความสัมพันธ์ของตนกับรัฐว่า ใครที่เป็นผู้กระทำและใครเป็นผู้ถูกกระทำ ฉันเลยรู้สึกได้ทันทีว่าฉันเป็นเพียงพลเมืองตัวเล็กๆที่กำลังถูกกำกับภายใต้สายตาที่จับจ้องโดยรัฐ


โรงพยาบาลรัฐจึงไม่เพียงทำหน้าที่รักษาเยี่ยวยาความป่วยไข้ของพลเมืองแต่ยังขัดเกลาสำนึกที่มีต่อรัฐว่าใครเป็นผู้กระทำและเป็นประธานไม่ว่าในไวยากรณ์ภาษาหรือไวยากรณ์ชีวิต ถึงแม้ว่าประชาชนจะเป็นรัฐาธิปัตย์ มีอำนาจในการปกครองรัฐ แต่อำนาจนั้นก็ถูก”จ่าย”จากรัฐอีกที และแม้ว่าประชาชนจะเป็นผู้จ่ายภาษีเลี้ยงดูอุ้มชูรับ แต่สำหรับสายตารัฐแล้วมันไม่ต่างอะไรไปจากการ”ชำระเงิน”

เอ๊ะ !... รึว่าฉันไม่ได้อ่านไม่เอาเรื่อง แต่ฉันอ่านหาเรื่อง...

"เค้าเล่าว่า"


“ที่รัก.. เค้าบอกว่าหนังเรื่องนี้สนุกมากเลยนะ ไปดูกันไหม”
“แกรู้ไหม เขาเล่าว่าอีดาราคนนี้ดูใสๆเรียบร้อยแบบนี้นะ ตัวจริงน่ะ แรดจะตายชัก”
“นี่หล่อน... เค้าบอกว่า น้ำคลอโรฟิลล์ มันไม่ได้ช่วยให้ผิวดีขึ้นหรอกนะยะ”


ฉันมักได้ข้อมูลข่าวสารประเภทนี้อยู่เสมอ ไม่ใช่จากใครที่ไหนก็บรรดาคนรอบข้างฉันนี่แหละ ที่ไม่ว่าจะไปฟังใครเขาเล่ามาก็จะจำมาเล่าให้ฉันฟังทุกที ซึ่งพอจะเดาได้ว่า ตอนไปฟังมาก็จะข้อมูลที่ขึ้นประโยคด้วย
“เค้าบอกว่า...”


ฉันก็ไม่รู้ว่าสมควรจะเชื่อเพื่อนดีไหม แม้ว่าจะเป็นบุคคลที่เชื่อถือและไว้ใจ แต่ไอ้เรื่องที่ไปฟังมาไม่รู้ว่าน่าเชื่อถือได้รึเปล่า เพราะ ”เขา” หรือ ”เค้า” คนนั้นเป็นใครก็ไม่รู้ อาจทีมวิจัยจากอีรีนอยส์ หรือ หมอผีในปาปัวนิวกีนี หรือบางที... ไม่มีตัวตน


การที่ไม่มีอะไรอ้างอิงมันจึงเป็นเรื่องที่ชวนให้ลำบากใจให้เชื่อถืออยู่ไม่น้อย


ถึงจะกระนั้นก็เถอะ การที่มีอ้างอิงก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยไปในความรับรู้ของเรา เวลาทำรายงาน เขียนบทความจึงรู้สึกว่า พวกเชิงอรรถ บรรณานุกรม มันช่างวุ่นวาย เรื่องมาก หลายคนพาลคิดไปว่าเป็นความโก้เก๋และเป็นสิ่งตกค้างทางวัฒนธรรมตะวันตกหลังยุคล่าอาณานิคม อย่าแค่ให้เขียนเลย อ่านยังไม่อยากก่านด้วยซ้ำ


การที่ไม่มีอะไรอ้างอิง หรือแหล่งที่มา ความรู้จึงกลายเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ พิสูจน์ไม่ได้ว่าจริงหรือไม่จริง ตรวจสอบไม่ได้ว่าถูกหรือผิด หรืออย่างที่คนสมัยใหม่ชอบพูดว่า ”ไม่โปร่งใส”


ความรู้ประเภทจับต้องไม่ได้นี้ ฉันว่ามันช่างเหมาะเจาะกับสังคมชาวนาสังคมชาวพุทธอย่างของไทยเสียนี่กระไร ความรู้ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ก็ขึ้นมาลอยๆด้วยตนเอง ไม่มีการอ้างอิง และไม่มีการจดบันทึก เป็นเพียงการท่องจำฟังตามกันมา กว่าจะจดบันทึกเป็นพระไตรปิฎกก็ล่อไปเกือบ 500 ปีหลังจากปรินิพพาน พระสงฆ์ที่ขึ้นธรรมาสน์เทศนาก็ไม่มีบทร่างเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร อีกอย่างการปลูกไร่ไถนาเลี้ยงหมูดูหมาจึงไม่จำเป็นต้องรู้หนังสือ


เราจึงชอบที่จะเล่าจะฟังมากกว่าขีดๆเขียนๆเอง คนที่กล่าวสุนทรพจน์ได้โดยไม่มีสคริปจึงดูเจ๋งกว่าคนที่มีสคริปให้พูด เพราะการอ่านจึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าพิสมัยและไม่ธรรมชาติ เสมือนไกลตัวออกไป


ทุกวันนี้แต่ละช่องทีวีจึงดกดื่นไปด้วยรายการที่ให้นักข่าวออกมาอ่านข่าวอ่านนิตยสารให้เราฟังทุกเช้า เพราะผู้ชมโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเภทฉันขี้เกียจที่จะเปิดอ่านหนังสือพิมพ์นิตยสารเอง ด้วยเหตุประการฉะนี้นิตยสารจึงต้องมีจุดขายและเรียกผู้อ่านด้วยภาพถ่ายแฟชั่นมากกว่าบทความข้างในข้างใน


ซึ่งนับว่าเป็นข้อดีที่คนไทยยังไม่ลืม ”กำพืด” หรือพูดให้เสนาะหูหน่อยก็คือ ยังมีสำนึกรักษ์บ้านเกิด ท่ามกลางความพยายามถีบตัวเองออกจากสังคมการเกษตรสู่อุตสาหกรรม ระบบการศึกษาย้ายจากวัดมาสู่รัฐ เมืองหลวงที่รถติดเป็นอันดับต้นๆของโลกถูกพยายามแปรรูปให้เป็นเมืองหลวงแห่งแฟชั่นแถวหน้าของโลก ( ถึงขนาดเคยปิดถนนให้รถติดกว่าเดิมเพื่อเดินแบบอีกแน่ะ ) ที่ยังคงรักษากระบวนการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารความรู้แบบปากต่อปากเป็นมุขปาฐะ มากกว่าลายลักษณ์อักษร

เพราะฉะนั้นที่ ”เค้าบอกว่า” คนไทยอ่านหนังสือปีละไม่ถึง 10 บรรทัด... ฉันจึงไม่กังวลอะไร

วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ครอบครัว


เป็นเรื่องที่น่าเศร้า เพื่อนบ้านที่ฉันรู้จักคนนี้ หล่อนเป็นผู้หญิงประเภท แก่ เป็นโสด อยู่กับหมาต่างลูกและผัว ซึ่งดูเหมือนว่ากำลังจะมีโครงการเลี้ยงอาหารเย็นให้หมาจรจัดในซอยที่เธออยู่ในไม่ช้า หล่อนเคยบอกกับฉันว่า อยากแต่งงานมีผัวเลี้ยงลูก แต่ด้วยความเป็นลูกสาวคนโต และน้องชายก็แต่งงานแยกไปอยู่บ้านของตัวเอง ในบ้านจึงเหลือกันแค่ 4 คน เมื่อรวมพ่อแม่และน้าสาวซึ่งแก่เฒ่าเต็มที ดังนั้นเวลาทั้งหมดที่หล่อนจะใช้จับผู้ชายมาทำพ่อของลูก จึงถูกแปลงให้เป็นเวลาดูแลพ่อแม่และน้า ไม่สามารถตระเวนราตรี หรือไปสังสรรค์ได้ พอเลิกงานก็ต้องรีบกลับบ้าน เสาร์อาทิตย์ก็อยู่กับพ่อแม่พาไปทานข้าวเย็นบ้างหรือพาไปหาหมอตามที่นัดไว้บ้าง ชีวิตหล่อนวนเวียนอยู่อย่างนี้จนกระทั่งพ่อแม่และน้าตายลง


คราวนี้หล่อนสามารถหาเวลาสืบพันธุ์ได้แล้ว แต่เมื่อถึงเวลานั้นหล่อนก็พบว่าตัวเองหมดวัยเจริญพันธุ์เสียแล้ว


ฤดูร้อนที่ผ่านมา ฉันพบหล่อนที่สัตว์แพทย์ใกล้บ้าน ตอนฉันพาหมาไปฉีดยา เราจึงคุยกันตามประสาคนรักหมาแต่คนรักไม่มี หล่อนบอกว่ามีความสุขมากที่อยู่กับลูกๆของหล่อน


ลูกๆของหล่อนคือชิทสุที่หล่อนกำลังอุ้มและรวมไปถึงลูกอีกหลายตัวและหลายพันธุ์ต่างๆรวมกันที่อยู่ในบ้านเธอ


หลังจากพาหมาไปหาหมอ ฉันไปคลายร้อนที่สระว่ายน้ำคอนโดเพื่อนที่ซื้อไว้เป็นรังรักกับเกย์หนุ่มที่เจอกันในผับ เพื่อนฉันกับผัวอยู่กินด้วยกันจนเกือบครบทศวรรษ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่หาไม่ได้ในความสัมพันธ์ของฉัน


ทั้งคู่ต่างมีแหวนที่เหมือนกันคนละวงที่นิ้วนางข้างซ้าย เปิดบัญชีร่วมกัน ทำนิติกรรมร่วมกัน ทำประกันชีวิตให้แก่กัน พวกเขาอยู่กันอย่างอบอุ่นและมีความสุขกับสถานภาพที่พวกเขานิยามว่า “ครอบครัว” แม้ว่าไม่เคยเดินไปจดทะเบียนที่อำเภอหรือมีลูกมีเต้า แต่ทั้งคุ่ไม่เคยรู้สึกขาดพร่องหรือเป็นปมด้อยแต่อย่างใด


คำว่าครอบครัวของทั้งเพื่อนเกย์ และเพื่อนบ้านของฉันมันจึงไม่ใช่ “ครอบครัว” อย่างในตามแบบฉบับตำราสังคมศึกษาที่ฉันเคยอ่าน ไม่ได้เป็นครอบครัวแบบสำเร็จรูปที่จะต้องมี คุณพ่อโอบอ้อม คุณแม่อารี อยู่กันพร้อมหน้าเพื่อทำหน้าที่ผลิตสมาชิกในครอบครัวที่เชื่อฟังคำสั่งสอนให้เป็นเด็กดีมีหน้าที่ 10 อย่างด้วยกัน และจะต้องเป็นความสัมพันธ์ที่มีบรรยากาศอบอุ่น ( ทั้งที่ภูมิประเทศอยู่ในเขตร้อนจะตายชัก ) กรุ่นไอรัก เพื่อให้ลูกอันเป็นที่ฝากความหวังของทั้งชาติไม่มีปมด้อย เป็นเด็กปัญหา เล่นยา มั่วเซ็กซ์ ติดเกมส์ขลุกอยู่แต่ร้านอินเตอร์เนท หรือวันๆเอาแต่เดินเที่ยวห้างสรรพสินค้า ตระเวนราตรี


คำนิยามของสถาบันครอบครัวในอุดมคติ ที่พ่อแม่ต้องมีหน้าที่ดูแลลูกด้วยความรักใคร่ อบรมสั่งสอนด้วยความเมตตา พ่อแม่ต้องสภาวะทางอารมณ์มั่นคง ไม่แปรปรวน ไม่แสดงความรุนแรง ฉันว่ามันสร้างปัญหามากกว่าการเลิกราอหย่าร้างหรือการเป็นเด็กกำพร้าเสียอีก


เพราะหน้าที่สำคัญของพ่อแม่ที่ว่าต้องลี้ยงลูกด้วยความรักนั้น เป็นการนำ2สิ่งที่แตกต่างกันคนละขั้วมาผสมเป็นสิ่งเดียวกันเหมือนคลุกแกงเลียงกับสลิ่มมาเป็นอาหาร


จับเอาความรักที่เป็นอารมณ์ ซึ่งโดยปรกติไม่คงที่ เป็นอะไรที่ตามใจฉัน สามารถขึ้นลงได้ตลอดแล้วแต่สถานการณ์ ตอนนี้รักหมา วันนี้รักตัวเอง เวลานี้รักชอปปิ้ง คืนนี้รักเที่ยว แปลงให้เป็นหน้าที่ ซึ่งเป็นอะไรที่จะต้อง ”ทำ” ปฏิเสธหรือเกี่ยงไม่ได้ จำต้องรักลูกรักผัวก่อนอย่างอื่นรวมไปถึงตัวเอง


และสิ่งที่ได้จากหน้าที่ของครอบครัวในตำราก็คือ พ่อแม่ที่ชอบพูดว่า “เลี้ยงลูกให้เติบใหญ่ ไม่หวังอะไรจากลูกขอให้ลูกเป็นคนดีก็พอ” นั้น เพ้อเจ้อสิ้นดี


เพราะหน้าที่ของพ่อแม่ก็เพื่อทำให้สมาชิกใหม่ของครอบครัวเป็นไปตามความคาดหวังของสังคมซึ่งร่วมถึงพ่อแม่ด้วยในฐานะสัตว์สังคม ถ้าพ่อแม่ไม่ได้หวังอะไร แล้วทำไมต้องพาลูกไปหาจิตแพทย์ทันทีที่พบว่าลูกชอบเพศเดียวกัน และทำไมต้องกลัดกลุ้มเมื่อรู้ว่าลูกสาวสุดรักสุดหวงของตนกำลังหลงรักกับวินมอเตอร์ไซค์ชาวกาฬสินธุ์


ทันทีที่ผลผลิตของตนไม่ตรงอย่างที่คาดหวังพ่อแม่หลายคู่หลายคนก็คิดว่าตนเป็นบุพการีสอบตก แบกความรู้สึกผิดกลับมาโทษตัวเองว่าเลี้ยงแกไม่ดีแต่แรกเอง บ้างก็ว่าเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ใช้ความรุนแรง ไม่มีเวลาให้ ไม่ยอมอยู่พร้อมหน้า ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นการโบ้ยความผิดของรัฐ ที่ไม่ว่าจะเกิดปัญหาสังคมเรื่องอะไร เป็นต้องหันมาโทษหน่วยเล็กๆของสังคมที่ชื่อครอบครัวอยู่ร่ำไป แม้ว่าจะเป็นปัญหาระดับมหภาคก็ตาม ราวกับว่าโลกนี้ไม่เคยมีการก่ออาชญากรรมมาก่อน แล้วพ่อแม่มันสังเคราะห์แสงได้เองเลยไม่ต้องออกไปทำมาหากิน วันๆนึงนั่งให้นมป้อนข้าวลูกกิน


แล้วที่แย่กว่านั้นรัฐไม่เคยเลิกล้มความพยายามในการนำเอาอารมณ์มาแปรสภาพให้เป็นหน้าที่เพื่อผลิตสมาชิกใหม่ของสังคม


อย่างน้อยที่สุด ประการแรกของหน้าที่ของสถาบันครอบครัวที่บัญญัติในตำราเรียนข้อแรกก็คือ การผลิตสมาชิกใหม่ให้สังคม ซึ่งเป็นที่น่าสับสนว่าการปี้ๆเอาๆกันถูกสถาปนาเป็นหน้าที่ตั้งแต่เมื่อไรกัน ถ้ามันไม่เกิดอารมณ์มันจะเอากันไหม แล้วฉันอยากจะสารภาพว่า


“ที่กูเอากับผัวกูทุกวันเนี่ยะ เพราะกูเงี่ยน ไม่ได้คิดถึงการปฏิบัติหน้าที่ต่อสถาบันเลย”


ดังนั้นความหมายของครอบครัวจึงบรรจุแต่เรื่องของหญิงรักชาย ชายรักหญิง ที่มีลูกได้ ( ไม่งั้นเรียกว่าครอบครัวไม่สมบูรณ์ ) แต่ถึงกระนั้นก็ต้องมีลูกหลังเรียนจบทำการทำงาน มิฉะนั้นไม่เรียกว่าเป็นครอบครัว แต่เรียกว่า “ใจแตก”

โดยการนิยามประเภทนี้ทำให้ คู่เกย์ คู่เลสเบี้ยน หญิงแก่ที่อยู่กับหมา ปลาสนาการจากความหมายขอสถาบันครอบครัว เพราะไม่สามารถจดทะเบียนสมรสหรือและรับรองเป็นลูกได้ตามกฎหมาย รวมไปถึงไม่สามารถแจ้งเกิดภายใน 15 วันได้ว่าอีด่างมันตกลูกจำนวนคอกละกี่ตัว


ขณะที่วันครอบครัวของทุกปีที่รัฐกำหนด หลายคนต่างกลับบ้านกลับช่องภูมิลำเนาเดิมเพื่อไปอยู่กับบุคคลที่มีชื่อในทะเบียนบ้าน ไปอยู่กับ”ครอบครัว”ที่รัฐให้ความหมาย


การพาหมาไปหาหมอเพื่อฉีดยากันเชื้อบ้าในวันครอบครัวจึงนอกเหนือความเข้าใจการอยู่กับครอบครัวในแบบที่รัฐจำกัดความ การจูงมือไปทำบุญตอนเช้าและไปเล่นน้ำที่อตก.ตอนดึกของคู่เกย์จึงไม่ใช่กิจกรรมประสาครอบครัวในวันครอบครัวตามที่สังคมคาดหวัง


เพราะครอบครัวมันโยงถึงความสัมพันธ์ของพลเมืองที่มีต่อรัฐ และหน้าที่ของบุคคลที่มีต่อสังคม ไม่ใช่เรื่องของปัจเจกบุคคลกับความต้องการ

ดังนั้นฉันจึงกลับมาคิดได้ว่า อันที่จริงครอบครัวมันก็เป็นเรื่องของหน้าที่นี่หว่า...

วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

เกย์กับเอดส์ ชาตินี้เราจะไม่พรากจากกัน



ได้ข่าวจากหนังสือพิมพ์มาว่า เด็กชายมัธยมต้นคนหนึ่งถูกลวงไปข่มขืน โดยข่าวรายงานว่า ชายที่ลวงไปตุ๋ยมีลักษณะเป็นรักร่วมเพศ หวั่นจะมีเชื้อ HIV จึงเร่งให้เหยื่อกินยาระงับเชื้อโดยด่วน


ฉันได้แต่สงสัยกับเนื้อข่าว ว่าทำไมเด็กที่ถูกบุคคลผู้ซึ่งข่าวยังใช้คำว่า”รักร่วมเพศ”อยู่ ทำกิริยา ”ตุ๋ย” จะต้องรีบกินยาต้านเอดส์ แล้วเหยื่อผู้หญิงที่ถูกผู้ชายหื่นกามมันอึ๊บเอาล่ะ ไม่ต้องกินยารึไง


ฉันก็ไม่รู้ว่าข่าวเลือกที่จะไม่ลงว่าผู้หญิงต้องกินยาต้าน หรือ ทางแพทย์ที่เป็นฝ่ายเลือกเองว่าเหยื่อของไอ้หื่นกามเพศไหนที่จะต้องกิน


อย่างไรก็ตาม มันก็ทำให้ผู้เสพข่าวอย่างฉันรู้ว่า บุคคลที่มีลักษณะชอบมีเพศสัมพันธ์กับชายด้วยกัน มีความน่าจะเป็นเอดส์ได้มากกว่าผู้ที่มีลักษณะนิยมสมสู่กับเพศตรงกันข้าม และกลายเป็นว่า เอดส์เป็นโรคที่เกิดเฉพาะกลุ่มชายร่วมเพศกับชายด้วยกัน ไม่เกิดในกลุ่มผู้ชายที่ร่วมเพศกับผู้หญิง


ที่เกย์กับเอดส์จับคู่เข้าหากันก็คงเพราะ เมื่อปี 2527 พบว่าคนไทยติดเชื้อ HIV คนแรก เป็นเกย์ ซึ่งจากนั้นเป็นต้นมา เกย์ กะเทยก็ถูกจับมาคู่กับเอดส์เป็นอินกับจัน


เกย์กับเอดส์ จะคล้ายกันตรงที่เป็นคำยืมมาจากภาษาอังกฤษ แล้วนิยมใช้จนรู้สึกเหมือนภาษาไทย แต่ทั้ง 2 ก็กลายเป็นของคู่กันและสนิทกันมากพอที่สภากาชาดรู้สึกหนาวๆห้ามไม่ให้ชายรักเพศเดียวกันบริจาคเลือด ด้วยอ้างว่ากลุ่มคนดังกล่าวมีความน่าจะเป็นและอัตราเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์


ราวกับว่าทางธนาคารเลือดไม่มีการตรวจสอบเลือดที่ถูกนำเข้าไปเก็บรักษา


เพื่อนเกย์จิตสาธารณะเคร่งศาสนาของฉันคนหนึ่งไปบริจาคเลือดที่โรงพยาบาล นางพยาบาลถามอย่างชัดถ้อยว่า "ท่านหรือคู่ของท่านมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันหรือไม่" เพื่อฉันได้แต่พาซื่อตอบไปว่าเคย ไพล่นึกว่านางพยาบาลนางนี้อยากเป็นมิตรแบบปฐมภูมิ สามารถพูดคุยได้ทุกเรื่องทั้งเรื่องส่วนตัวและสาธารณะ จึงถามกลับไปว่า “แล้วคุณเคยร่วมเพศกับคนในครอบครัวบ้างไหม ฉันน่ะไม่เคยหรอกนะ ที่ถามเพราะตามหน้าที่”


แม้ว่าทางสภาจะเปิดไฟเขียวให้บริจาคเลือดได้และเลิกคำถามไร้ยางอายที่ว่า แต่อคติทางเพศว่าเกย์ต้องคู่กับเอดส์ก็ยังคงอยู่


เหมือนที่ฉันไปซื้อกับข้าวหน้าปากซอย สายตาแม่ค้ากำลังจับจ้องตุ๊ดนางหนึ่งอย่างหมั่นไส้แกมขบขัน ร่างหลอนผอมเพรียวแทบปลิวลม เดินระเหิดระหงไปมาในตลาด หลังจากที่เดินผ่านไปยังไม่พ้นไปไหน แม่ค้าหยิบผักใส่ถุงพลาสติกพลางกระซิบกับฉันว่า ดูสิผอมเชียว สงสัยอีนี่มันต้องเป็นเอดส์ชัวร์...


ฉันได้พยักหน้าพยักตารับฟัง ในใจสับสนอยู่แต่ประโยคหลัง สรุปว่าป้าสันนิษฐานหรือมั่นใจว่าเขาเป็นเอดส์กันแน่


ในสังคมที่เชื่อว่าความอ้วนเป็นอาชญากรรมสังคม เกย์ก็อยากผอมสะโอดสะองค์ร่างระหงบ้าง แต่พอผอมกลับถูกมองว่าเป็นเอดส์ พออ้วนก็โดนด่า หาว่าอีนี่เกิดเป็นตุ๊ดสะเปล่ายังจะอ้วนอีก ไม่รู้จักดูแลตัวเองเล้ยยย...อีกะเทยควาย


เกิดเป็นเก้งเป็นกวางนี่ รันทดจริงๆ ไม่มีโอกาสบริจาคเลือดยังไม่พอ ทำประกันชีวิตบางสำนักก็ไม่ได้ จะรับราชการเป็นครูบาอาจารย์ก็ถูกกีดกันเพราะว่าจะเป็นตัวอย่างที่”ไม่ดี” พอผอมก็หาว่าเป็นโรค พอมีเงินถุงเงินถังเข้าหน่อยก็โดนด่า หาว่ามีเสี่ยเลี้ยงไม่ก็ไปขายตัวมา ได้เงินด้วยการแลกหยาดเหงื่อแรงกาม แต่พอยากจนข้นแค้นก็กลายเป็นขี้ปากอีกว่าอีนี่มันโง่โดนผู้ชายหลอกแดก


...สรุปต่อให้หายใจเข้า-ออกกูก็ถูกด่าด้วยใช่ไหม...


บางทีคงไม่ได้ซวยที่เกิดแบบนี้แต่ซวยที่เกิดในสังคมพรรค์นี้ สังคมที่มักรังเกียจ “ความแตกต่าง” แล้วสร้าง ”ความเป็นอื่น” ด้วยการเอาสิ่งที่สังคมรังเกียจไม่ต้องการไปนิยามและตีตรา อย่างน้อยที่สุดก็ความเจ็บไข้ได้ป่วย


แม้ว่าเกย์คนนั้นจะป้องกันหรือไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ก็ตาม เพราะความป่วยไข้และโรคร้ายคืออีกความหมายและเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ใช้นิยามตัวตนของคนชายขอบคนที่ถูกมองว่าไม่ใช่”พวกเรา”ให้ดูมีพิษมีภัยเป็นอันตรายต่อสังคม เหมือนที่ครั้งหนึ่งทางสาธารณะสุขเคยกล่าวว่าแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำมาหากินไทยผู้นำวัณโรคโรคมาแพร่ระบาด


เกย์ กะเทย และ แรงงานพม่า จึงตกอยู่ที่นั่งเดียวกันคือเป็นทั้งชนชายขอบและชนกลุ่มที่มักสร้างปัญหาให้กับความปลอดภัยของสังคม ทั้งที่ความเป็นจริงวัณโรคเกิดจากแบคทีเรียที่กระจายอยู่ในอากาศและเอดส์ก็เกิดจากไวรัสที่ผ่านการร่วมเพศ ไม่ได้เกี่ยวกับเชื้อชาติหรือรสนิยมทางเพสแต่อย่างใด


อันที่จริงจะตัดพ้อสังคมที่นิยมร่วมเพศระหว่างจู๋กับจิ๋มไม่ได้ที่พยายามสร้างวาทกรรมให้การร่วมเพศระหว่างจู่กับตูดเป็นพาหะแพร่เชื้อ เพราะดูเหมือนว่าบรรดาคุณเก้งคุณกวางๆทั้งหลายเองก็มีส่วนผลักดันให้วาทกรรมวาทเวรเกย์อยู่คู่กับเอดส์ดำรงอยู่อย่างหน้าชื่นตาบาน


เมื่อคืนก่อนฉันไปสำเริญสำราญกับเพื่อนพ้องยังสถานเริงรมย์ ได้รับแจกถุงยางอนามัยที่บรรจุในห่อข้อความเกี่ยวกับเชื้อเชิญเกย์ตรวจเลือดแถวสีลม ซึ่งเป็นบริการฟรีขององค์กรไม่หวังผลกำไรชื่อดังเกี่ยวกับชายรักชาย


ซึ่งฉันคาดว่าองค์กรและเอ็นจีโออื่นๆที่เกี่ยวกับเกย์กะเทยต้องมีกิจกรรมอะไรให้ทำเยอะแยะมากกว่านี้นอกเหนือจากแจกถุงยางจนเกร่อเกรื่อน แต่ที่ปรากฏต่อสายตาสังคมกลับเจาะจงเฉพาะเรื่องการติดเชื้อจากการร่วมเพศ อย่างชวนเกย์ไปตรวจเลือด ให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพ จัดค่ายทักษะชีวิตพิชิตเอดส์ จนดูราวกับว่ามันเป็นโรคภัยไข้เจ็บของชุมชนของคนรักเพศเดียวกัน


จะว่าไปกิจกรรมพวกนี้น่าจะเป็นกิจกรรมขององค์กรคาธอลิคมากกว่า เพราะคนกลุ่มนี้เชื่อว่าการคุมกำเนิดเป็นเรื่องผิดศีลธรรมและการใช้ถุงยางก็เป็นบาป


การตะบี้ตะบันแจกถุงยางตามเกย์สถานและเกย์นิคมอย่างไม่กลัวโรคร้อน จึงเป็นสภาวะยอมจำนนของเกย์ต่อการถูกนิยามตัวตนที่สังคมยัดเยียดให้ แม้ว่าจะเกิดจากความหวังดีของคนในกลุ่มด้วยกันเองที่มีสถิติรายงานว่าเป็นกลุ่มที่มีผู้ติดเชื้อHIVจำนวนมาก แต่มันก็เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณจากกลุ่มรักเพศตรงกันข้ามที่เต็มไปด้วยอคติและมายาคติ ซึ่งคนพวกนี้แหละที่จำเป็นต้องใช้ถุงยางมากที่สุด เพราะยิ่งมีลูกมีหลานมากเท่าไรก็ยิ่งผลิตซ้ำทัศนคติแบบเดิมและทำให้แพร่ระบาดรุนแรงกว่าเอดส์เสียอีก


อีกอย่างถุงยางอนามัยที่องค์กรเกย์แจกกันอยู่น่ะ มันก็มีไว้สวมจู๋เพื่อเอากะจิ๋มไม่ใช่กะตูด เพราะฉันเห็นเค้าเขียนไว้เป็นภาษาไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น ฮ่องกง ในคู่มือยู่โทนโท่ว่า “การใช้ถุงยางอนามัยสำหรับเพศสัมพันธ์ทางอื่นนอกจากช่องคลอด อาจทำให้เสี่ยงต่อการลื่นหลุด หรือฉีกขาดของถุงยางอนามัยได้”


แม้ว่าถุงยางจะถูกแจกฟรีโดยองค์กรเกย์ก็ตาม แต่มันก็ไม่ได้ให้ใช้ร่วมเพศแบบเกย์ สรุปแล้วจึงไม่มีอุปกรณ์สำหรับร่วมเพศอย่างปลอดภัยในกลุ่มเกย์ และก็ไม่เห็นมีบริษัทไหนคิดจะผลิตถุงยางสำหรับร่วมเพศทางทวารหนัก ทั้งๆที่มีการโพลล์สำรวจว่าเกย์เปลี่ยนคู่นอนกันบ่อยกว่าผู้หญิงผู้ชาย

...ด้วยเหตุนี้ เกย์ กับ เอดส์ ชาตินี้คงไม่พรากจากกัน...

วันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

คำสารภาพของคนเคยมีรัก


แล้วเจ้าหญิงก็ตื่นจากบรรทมอันยาวนาน เมื่อเจ้าชายจุมพิต หลังจากนั้นทั้ง 2 จึงเข้าวิวาห์และครองรักกันตราบนานเท่านาน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนบางคนต่อให้นอนเฉยๆก็มีผัวได้ โดยไม่ต้องลงมือลงแรงอะไรอะไร
ต่างกับฉัน ไม่ว่าจะ ให้เพื่อนหาให้ แชทในเนท แต่งตัวยั่ว ทำตัวแอ๊บแบ๊ว แกล้งเมาไปจนถึงมอมเหล้าผู้ชาย ก็ยังหาไม่ได้อยู่ดี นานๆทีจะมีคนหลังเข้ามา แต่อยู่ได้ไม่นานก็หลุดออกไป


...การมีคนรักได้สักคนมันยากเหลือเกิน แต่กว่าจะมีคนรักดีๆมันยิ่งยากกว่า…


แค่คนที่พอใจและพร้อมจะให้ฉันหนุนนอนในอ้อมกอดและเต็มใจรับหัวใจและกายฉันอย่างไม่อึดอัดใจ คนที่ฉันจะพูดคุยได้ทุกเรื่อง ยอมรับและให้อภัยฉันทั้งข้อดีและข้อเสีย บนโลกที่หนาแน่นหลายล้านคน แค่คนๆเดียวมันไม่มีเลยหรือ


จะมีใครสักคนบ้างที่รู้ว่า หลายคืนที่ฉันต้องรู้สึกโดดเดี่ยวใต้ลูกบอลดิสโก้กับผู้คนคลาคล่ำและเสียงเพลงอึกทึก หลายค่ำที่ฉันหลับไปพร้อมกับความว้าเหว่ เดียวดาย หลายครั้งที่เบื้องหลังรอยยิ้มและเสียงหัวเราะมันคือหยาดน้ำตา


ฉันดูเหมือนคนปากกล้า ร้ายกาจ บ้าบิ่น เพี้ยน เจ้าทฤษฎี เข็มแข็ง เด็ดเดี่ยว ไม่แคร์ใครไร้ซึ่งความเมตตาสงสาร กะล่อนเจ้าชู้ ตลกโปกฮา ฉันสารภาพว่าแท้จริงมันคือเครื่องรางของขลัง ชุดเกราะและโล่เหล็ก เพื่อปกป้องไม่ให้ความอ่อนแอ ขลาดกลัว ระแวง อ่อนไหว และเต็มไปด้วยความรู้สึกและอารมณ์ มันรั่วไหลออกมาให้ใครเห็น


ฉันเฝ้าใฝ่ในรักอันเหลือเชื่อ ที่เหมือนในนิยาย ในละครที่เคยหลงใหลได้ปลื้มชวนยิ้มกับความรักที่ตัวละครคู่หนึ่งมอบให้แก่กัน แต่ทันทีที่มีรัก ฉันกลับรักษามันไว้ไม่อยู่ทุกที ไม่ว่าจะจบลงด้วยเหตุผลใดฉันไม่เคยหลีกหนีความรู้สึกได้เลยทุกที ในหัวใจ มันว่างเปล่าแต่หนักหน่วงคอยถ่วงให้ความรู้สึกทุกอย่างดูหดหู่ ในหัวสมองมันวนเวียนแต่เรื่องเดิมๆเก่าๆเรื่องของเขา ข่มตาให้หลับไม่ลงสักที แต่ทันทีที่ตื่นเรื่องเขาก็เข้ามาในหัวทันทีให้คิดต่อ วนไปวนมา

ทุกครั้งหัวใจช้ำจนมันชา พาลคิดไปว่าคงรักใครไม่ได้อีกต่อไป เฝ้าบอกตัวเองว่า “ พอกันที ” แต่สุดท้ายก็เผลอมีความรักอีกครั้งให้หัวใจชุ่มฉ่ำอีกที แต่แล้วในที่สุดมันก็วกกลับมาเหมือนจุดเริ่มต้น... อยู่ตัวคนเดียวและความเจ็บปวดที่มองไม่เห็นแต่ไม่เคยห่างกาย


เป็นแบบนี้ทุกทีทุกครั้งทุกคน ซ้ำไปซ้ำมา แต่แปลกที่ไม่เคยเข็ด... ทว่าไม่เคยชิน


ฉันก็เหมือนกับใครๆหลายคนที่ไม่อยากขาดรัก เพราะมันดูน่าเศร้า น่าหดหู่ แม้ว่าจะไม่หม่นหมองชวนน่าเศร้าใจเท่ากับตอนที่ต้องเลิกรากันที่ทั้งเจ็บปวดและกัดกร่อนหัวใจ แต่ก็ดูเหมือนว่าทุกคนพร้อมที่จะยอมเอาตัวและหัวใจเข้าเสี่ยงเพื่อไม่ต้องขาดรัก


ใครหลายๆคนต่างก็ไปไหว้พระตรีมูรติที่เซ็นทรัลเวิร์ลด์ เพราะว่ากันว่าจะนำมาซึ่งความรัก
ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง และสามารถประทานคนรักได้จริงๆ ถ้าอย่างนั้นช่วยสาปให้ฉันรักใครไม่เป็นด้วยเถอะ


เพราะทุกครั้งเช่นกันที่ความรักสลัดฉันออกจากมัน มันเจ็บปวด ทรมาน เหมือนถูกเหวี่ยงออกจากเครื่องหมุน มันทั้งเสะบักสะบอม และทรงตัวไม่เคยอยู่ แม้ว่าทุกครั้งที่มีความรักมันทำให้ฉันรู้สึกเด็กลง กลับไปสู่วันเยาว์อีกครั้ง ขณะเดียวกันก็รู้สึกมั่นใจเหมือนเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว เพราะคงเข้าใจมาตลอดว่าความรักเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ แต่มันก็เป็นได้ที่ไม่คุ้มเสีย


ความรักทำให้ฉันต้องหนาวสั่นมากแค่ไหน หัวใจฉันก็ยิ่งเหน็บมากแค่นั้น ยิ่งชอกช้ำรักมากเท่าไรหัวใจยิ่งด้านช้าเท่ากัน แม้จะทำให้เข็มแข็งมากขึ้นเพียงใดมันก็หยาบกร้านและถูกกัดกร่อนมากพอกัน

ลาก่อน...ความรัก มึงไปสิงหัวใจคนอื่นซะ ก่อนที่มึงจะแตกสลายไปพร้อมกะหัวใจกู อีห่าลาก

วันจันทร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2551

ใครว่า “ เปรม ” เป็นตุ๊ด


ด้วยความสัตย์จริง ขอสารภาพ ณ ตรงนี้ในฐานะยัปปี้คนหนึ่งเลยว่า ฉันไม่ได้มี active citizen และไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับการเมืองเรื่องรัฐเอาสะเลย จะรู้จักและแอบชื่นชมในความแกร่งของ เบเนอร์ซี บุตโต ก็เมื่อตอนเธอตายไปแล้ว แต่ไม่รู้ว่าตอนเธอบริหารปากีสถานก็คอรัปชั่นเหมือนกัน ไม่ได้ใส่ใจสักนิดว่าวีรชนคนเดือนตุลาที่ตายไปมี 1 ศพอย่างที่ใครสักคนพูดเป็นตุเป็นตะ หรือมากกว่านั้น อันที่จริงก็ไม่ไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า 14 ตุลา กับ 6 ตุลาต่างกันอย่างไร


เพราะมันไม่ได้ช่วยให้ผิวใต้วงแขนขาวขึ้น ทำให้การหิ้วโน้ตบุ๊กไปจีบกาแฟที่ เจ-อเวนิว มันสะดวกกว่าเดิม รังมีแต่จะทำให้เครียดแค้น เจ็บปวด หดหู่ มีผู้แทนราษฎรแต่ไม่เคยทำอะไรแทนราษฎรสักอย่าง
รู้แค่ว่ามีหน้าที่เคารพกฎหมายและข้อบังคับของรัฐและมีหน้าที่เลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ( หรือตามพิธีกรรมก็ไม่รู้ เพราะสมัยฮิตเลอร์ก็มีการเลือกตั้ง รวมไปถึงพม่าเองก็มีการเลือกตั้งเหมือนกัน )


ฉันไม่ได้เป็นพลเมืองแต่เป็นเพียงไพร่ฟ้า ( ที่ห่วงแต่ ) หน้าใสกับปากท้องมากกว่าที่จะห่วงว่า ใครจะเป็น ” นอมินี ” ให้ใคร หรือจะบริหารแบบ ” แดกไปเห่าไป ”

เช่นเดียวกับรัฐบาลที่มองพลเมืองเป็นไพร่ของมูลนาย นายกรัฐมนตรีที่มากับรถถังจะไปห่วงอะไรกับประชาชนนั่งรถเมล์ นายกรัฐมนตรีที่เป็น “ ม้าทรง ” ก็ย่อมต้องฟัง “ องค์ ” มากกว่าเสียงพลเมืองเป็นเรื่องธรรมดา

รัฐธรรมนูญฉบับม้าร่างจะเอื้ออำนาจเฉพาะเจ้าของคอกและม้าด้วยกัน หรือ จ๊อกกี้คนใหม่จะอวยยศคืนให้ม้าตัวใด ก็ไม่ได้สร้างความรำคาญใจเท่ากับการถูกโทรตามจิกให้ไปเป็นสมาชิกฟิตเนส หรือการปิดผับตอนตี 2

เมื่อคณะปฏิรูปหรือปฏิกูลอะไรสักอย่างถือกำเนิดอย่างเป็นทางการในคืนที่ 19 กันยา ซึ่งรัฐประหารครั้งนี้ดูเหมือนว่าคนที่ชื่อ “เปรม” ผู้เสมือนขึ้นหิ้งของแวดวงการเมืองการทหารจะถูกดึงมาพูดถึงมากขึ้นจากเดิม ทั้งฝ่ายรักแม้วและไม่รัก

ก็น่าอยู่หรอก เพราะคืนนั้นประธานองคมนตรีผู้นี้เป็นผู้นำหัวหน้าคณะรัฐประหารเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในการรัฐประหาร 10 ครั้งก่อนหน้านี้ในประวัติศาสตร์ ( นับตั้งแต่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2476 เมื่อพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ปิดสภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ และประกาศงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา )

แม้ผบ.ทบ.ผู้นำการรัฐประหารจะอ้างว่า พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ อยู่ในวังตั้งแต่เย็นแล้ว แต่สายข่าวก็ได้รายงานว่า พล.อ.เปรม ได้กลับเข้าบ้านสี่เสา ฯ แล้วก็ออกมาอีกครั้งหนึ่ง

อีกทั้งผู้ที่นิ่งเฉยจนได้ฉายา " เตมีย์ใบ้ " อย่างพล.อ.เปรม ก็หลุดปากเปรยว่า “ สุรยุทธ์ดีที่สุด ” แถมยังเคยเปรียบกับ มิสเตอร์ วินส์ตัน เชอร์ชิล อดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ “ ป๋า ” จึงถูกดึงลงมาจากหอคอยงาช้าง เหมือนกับ “ ป้า ” ที่ถูกดึงลงมาจากคานทอง ย่อมเป็นที่สนุกปากของคนทั่วไปโดยเฉพาะฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลทหาร

โดยเฉพาะบนสังเวียนการเมืองที่เต็มไปด้วยฉากหน้าและเบื้องหลังจึงดารดาษไปด้วยเรื่องเล่าข่าวลือที่แพร่สะพัดมากมายพอๆกับสรรพนามและนามสมมุติที่เกลื่อนกลาดตามหนังสือข่าวการเมือง ไม่ว่าจะเป็น " ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ" “ มือที่มองไม่เห็น ” “ ขันทีเฒ่า ” รวมไปถึง “ อีแอบหัวขาว ”

จนข่าวการเมืองราวกับข่าวซุบซิบดารา ประเภท นาย “ป” ชอบหานายทหารสีม่วงมาควงทวาร แถมให้เงินดารานักร้องหนุ่มเปิดผับย่านอาร์ซีเอ แต่เจ๊งไม่เป็นท่า ให้เอาไปขบคิดกันเอาเองว่า คนที่ว่านั้นเป็นใคร

… มิน่าล่ะ ทำไมดาราบางคนถึงลงมาเล่นการเมือง...

ซึ่งสมกับฐานะที่เป็น “ คนของประชาชน ” และสมกับเป็นเรื่องของการเมืองการปกครองที่กอปรไปด้วยกิจกรรมทั้งที่ลับและที่แจ้ง ดังนั้นเรื่องลับๆและแจ้งๆรวมไปถึงเรื่องในมุ้งตู้ตั่งเตียงจึงถือว่าเป็นเรื่องระดับมหภาคด้วยเช่นกัน

ซึ่งเรื่องลับๆหลังม่านลอดมุ้งอย่างเพศวิถี ( Sexuality ) ก็กลายมาเป็นอีกวิถีหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการเมือง โดยเฉพาะสำหรับการตั้งป้อมโจมตีผู้ที่ขัดผลประโยชน์

การออกมาแฉหรือการสร้างจินตนาการว่าฝ่ายตรงข้ามร่วมเพศกับเพศเดียวกัน ก็ดูเหมือนว่าเป็นอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ดีในการสร้างความชอบธรรมว่าตนดีกว่า พอๆกับรถถังและปืนกลที่อ้างความชอบธรรมให้กับความชอบทำและจินตนาการว่า ถ้าไม่รัฐประหารคืนนั้นก็จะเกิดความรุนแรงและการนองเลือด

แม้ว่าการรัฐประหารจะเป็นความรุนแรงอีกรูปแบบหนึ่ง เพียงแต่ว่า เป็นความรุนแรงที่ “ ราบรื่นดุจแพรไหม ”
จะเป็นอาวุธดีหรือไม่ดีอย่างน้อยก็เป็นภาพสะท้อนที่ดีว่า นักการเมืองและทหารที่ดี จึงต้องมีคุณสมบัติ “ ความเป็นชาย ” หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ต้องไม่ร่วมเพศกับผู้ชายด้วยกัน


เพราะโลกทางการเมืองเป็นโลกของเพศสภาพชาย ซึ่งแม้แต่ผู้หญิงเองก็ต้องตอนเพศภาพตนเอง ให้มีความแข็งแกร่ง เด็ดเดี่ยว เฉียบขาดอย่างผู้ชาย “ ควรจะเป็น ” ตามจินตนาการของชุมชนการเมือง

ผู้ที่เกี่ยวข้องกับแวดวงนักการเมืองหรือทหารตำรวจ ( ไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลัง ) ถ้าไม่ ” เก็กชง ” หรือ “ แอ๊บแมน ” หรือไม่มี ” ความเป็นชาย” ตามอุดมคติ ก็จะถูกโจมตีในฐานะบ่อนทำลายเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งแม้แต่ฝ่ายที่ประกาศตนเป็นฝ่ายตรงข้ามกับ “ ป๋า ” เองอย่าง จักรภพ เพ็ญแข กับ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ก็คงเข้าใจเรื่องนี้ได้ดี ว่ามันเป็นโลกที่ผู้ช๊ายผู้ชายเพียงไหน

แม้แต่ผู้หญิงที่เข้ามาสู่พื้นที่การเมือง ถ้าพวกหล่อนไม่พ่วงเพศ ” หญิง ” ทิ้งท้ายอาชีพ ก็จะไม่รู้ว่าเป็นเพศหญิงหากพูดคำว่า “ นักการเมือง ” ลอยๆ

เพราะปริมณฑลทางการเมืองคือปริมณฑลของผู้ชาย หรือน้อยที่สุดก็สวมหัวโขนเป็นตัวละครเพศชาย ไม่ว่าตามความเป็นจริงจะมีเพศสภาพอะไรก็ตาม เพราะในฐานะ ” คนของประชาชน ” ที่ประหนึ่งตัวแทนของประชาชน มันต้อง ” แมน ” เพื่อให้ดูสง่าน่าเชื่อถือ เพราะเพศสภาพที่ “ ไม่แมน ” มักถูกโยงกับความไม่มีเหตุผล โลเลไม่มั่นคง มีอารมณ์รุนแรง ชอบด่าทอกระแหนะกระแหน มารยาสาไถ ตลบตะแลง

ราวกับว่าการแฉเบื้องลึกเบื้องหลัง เรื่องซุบซิบ และการล้มโต๊ะการเมืองเป็นเรื่องของการใช้ตรรกะเหตุผล การไม่ใช้ความรุนแรง และเป็นอาวุธของผู้ชาย

และทำเหมือนกับว่า เกย์ไม่ใช่พลเมืองของประเทศ ไม่ได้จ่ายภาษีให้อาหารรัฐ ทั้งๆที่เกย์หลายคู่อยู่กินฉันท์สามีภรรยาแต่ต้องจ่ายภาษีเต็มอัตรา เพราะไม่ใช่คู่สมรส

การดูแคลนและใช้สิทธิเสรีภาพในการร่วมเพศของแต่ละปัจเจกชนในประเทศที่อ้างว่าเป็นเสรีนิยม มาเป็นเครื่องมือโจมตีผู้อื่นต่างหากที่เป็นความตลบตะแลง รุนแรง สกปรกและขี้แพ้ชวนล้มโต๊ะยิ่งกว่ารัฐประหาร 19 กันยาเสียอีก

ไม่น่าแปลกใจเลยที่ไม่ค่อยมีใครสนใจเรื่องการเมืองการปกครอง เพราะเบื้องต้นที่สุดมันได้กีดกันความหลากหลายทางเพศที่เหลืออันมีอยู่ค่อนประเทศ และอนุญาตให้เพศชาย ” บริสุทธิ์ ” ใส่สูท ใส่ชุดซาฟารี ผ้าไหมแข็งๆ ไม่เจาะหู ไม่กัดสีผม เท่านั้นที่จะสามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่ถูกติฉินนินทา แม้ว่าจะเคยฆ่าใครมาก่อน หรืออยู่พรรคพวกใครมาก่อน แต่กลับเป็นสิ่งที่ทุกคนยอมรับและยอมลืมกันได้มากกว่า ใครเคยเอาตูดใครหรือเคยถูกใครเอาตูดมาก่อน

... คุณสมบัติของนักการเมือง กลับเป็นเรื่องใครเป็นเกย์หรือไม่เกย์ แทนเรื่องใครโกงหรือไม่โกง ใครมีจริยธรรมความสามารถหรือไม่มี ...

พลเมืองจึงรับรู้ว่านักการเมืองเป็นอะไรมากกว่า พวกเขาพวกหล่อน เคยทำคุณงามความดีอย่างไรหรือทำระยำตำบอนฝากไว้ที่ไหนให้บ้านเมืองบ้าง แม้แต่นักการเมือง ( ที่มักต้องพ่วงท้ายคำว่า )หญิง ( เสมอ ) เรามักรับรู้เรื่องลือว่า หล่อนไปนอนกะใครเป็นเมียน้อยให้ใครมากกว่าหล่อนเรียนจบด้านไหนมา ถนัดเรื่องอะไรบ้าง

ข่าวการเมืองที่ไพร่ยัปปี้จะรับรู้ก็เลยไม่ต่างอะไรไปจากข่าวgozzipดารานักแสดงที่นิยมเสพทุกคืนวัน
จะต่างกันตรงที่ ดารานักแสดงเขามีเสื้อผ้าหน้าผมการพูดจำนรรจา เหมือนชาวบ้านชาวช่องมากกว่า มีอัตลักษณ์ทางเพศมากกว่า เข้าถึงได้ง่ายกว่า และ ” เล่นละคร ” เป็นเวลามากกว่า ซึ่งทั้งนี้ก็เพื่อentertainประชาชน หากแต่ที่เป็นนักการเมือง แม้จะอ้างว่าเป็นคนของประชาชน แต่กลับ “ เล่นละคร ” ตลอดเวลาเพื่อ entertain ตนเองและพวก


วันนี้ฉันหยิบหนังสือพิมพ์ในร้านกาแฟย่านสีลม มานั่งอ่านเล่นฆ่าเวลาระหว่างรอเพื่อนมาพบปะหลังเลิกงาน เห็นตัวหนังสือสีดำขนาดเขื่องแผ่หลาบนหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งว่า

“ เปรมไม่ได้เป็นตุ๊ด ” ….เพราะว่า ทาทา คอนเฟิร์มเองค่ะ...