วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ครอบครัว


เป็นเรื่องที่น่าเศร้า เพื่อนบ้านที่ฉันรู้จักคนนี้ หล่อนเป็นผู้หญิงประเภท แก่ เป็นโสด อยู่กับหมาต่างลูกและผัว ซึ่งดูเหมือนว่ากำลังจะมีโครงการเลี้ยงอาหารเย็นให้หมาจรจัดในซอยที่เธออยู่ในไม่ช้า หล่อนเคยบอกกับฉันว่า อยากแต่งงานมีผัวเลี้ยงลูก แต่ด้วยความเป็นลูกสาวคนโต และน้องชายก็แต่งงานแยกไปอยู่บ้านของตัวเอง ในบ้านจึงเหลือกันแค่ 4 คน เมื่อรวมพ่อแม่และน้าสาวซึ่งแก่เฒ่าเต็มที ดังนั้นเวลาทั้งหมดที่หล่อนจะใช้จับผู้ชายมาทำพ่อของลูก จึงถูกแปลงให้เป็นเวลาดูแลพ่อแม่และน้า ไม่สามารถตระเวนราตรี หรือไปสังสรรค์ได้ พอเลิกงานก็ต้องรีบกลับบ้าน เสาร์อาทิตย์ก็อยู่กับพ่อแม่พาไปทานข้าวเย็นบ้างหรือพาไปหาหมอตามที่นัดไว้บ้าง ชีวิตหล่อนวนเวียนอยู่อย่างนี้จนกระทั่งพ่อแม่และน้าตายลง


คราวนี้หล่อนสามารถหาเวลาสืบพันธุ์ได้แล้ว แต่เมื่อถึงเวลานั้นหล่อนก็พบว่าตัวเองหมดวัยเจริญพันธุ์เสียแล้ว


ฤดูร้อนที่ผ่านมา ฉันพบหล่อนที่สัตว์แพทย์ใกล้บ้าน ตอนฉันพาหมาไปฉีดยา เราจึงคุยกันตามประสาคนรักหมาแต่คนรักไม่มี หล่อนบอกว่ามีความสุขมากที่อยู่กับลูกๆของหล่อน


ลูกๆของหล่อนคือชิทสุที่หล่อนกำลังอุ้มและรวมไปถึงลูกอีกหลายตัวและหลายพันธุ์ต่างๆรวมกันที่อยู่ในบ้านเธอ


หลังจากพาหมาไปหาหมอ ฉันไปคลายร้อนที่สระว่ายน้ำคอนโดเพื่อนที่ซื้อไว้เป็นรังรักกับเกย์หนุ่มที่เจอกันในผับ เพื่อนฉันกับผัวอยู่กินด้วยกันจนเกือบครบทศวรรษ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่หาไม่ได้ในความสัมพันธ์ของฉัน


ทั้งคู่ต่างมีแหวนที่เหมือนกันคนละวงที่นิ้วนางข้างซ้าย เปิดบัญชีร่วมกัน ทำนิติกรรมร่วมกัน ทำประกันชีวิตให้แก่กัน พวกเขาอยู่กันอย่างอบอุ่นและมีความสุขกับสถานภาพที่พวกเขานิยามว่า “ครอบครัว” แม้ว่าไม่เคยเดินไปจดทะเบียนที่อำเภอหรือมีลูกมีเต้า แต่ทั้งคุ่ไม่เคยรู้สึกขาดพร่องหรือเป็นปมด้อยแต่อย่างใด


คำว่าครอบครัวของทั้งเพื่อนเกย์ และเพื่อนบ้านของฉันมันจึงไม่ใช่ “ครอบครัว” อย่างในตามแบบฉบับตำราสังคมศึกษาที่ฉันเคยอ่าน ไม่ได้เป็นครอบครัวแบบสำเร็จรูปที่จะต้องมี คุณพ่อโอบอ้อม คุณแม่อารี อยู่กันพร้อมหน้าเพื่อทำหน้าที่ผลิตสมาชิกในครอบครัวที่เชื่อฟังคำสั่งสอนให้เป็นเด็กดีมีหน้าที่ 10 อย่างด้วยกัน และจะต้องเป็นความสัมพันธ์ที่มีบรรยากาศอบอุ่น ( ทั้งที่ภูมิประเทศอยู่ในเขตร้อนจะตายชัก ) กรุ่นไอรัก เพื่อให้ลูกอันเป็นที่ฝากความหวังของทั้งชาติไม่มีปมด้อย เป็นเด็กปัญหา เล่นยา มั่วเซ็กซ์ ติดเกมส์ขลุกอยู่แต่ร้านอินเตอร์เนท หรือวันๆเอาแต่เดินเที่ยวห้างสรรพสินค้า ตระเวนราตรี


คำนิยามของสถาบันครอบครัวในอุดมคติ ที่พ่อแม่ต้องมีหน้าที่ดูแลลูกด้วยความรักใคร่ อบรมสั่งสอนด้วยความเมตตา พ่อแม่ต้องสภาวะทางอารมณ์มั่นคง ไม่แปรปรวน ไม่แสดงความรุนแรง ฉันว่ามันสร้างปัญหามากกว่าการเลิกราอหย่าร้างหรือการเป็นเด็กกำพร้าเสียอีก


เพราะหน้าที่สำคัญของพ่อแม่ที่ว่าต้องลี้ยงลูกด้วยความรักนั้น เป็นการนำ2สิ่งที่แตกต่างกันคนละขั้วมาผสมเป็นสิ่งเดียวกันเหมือนคลุกแกงเลียงกับสลิ่มมาเป็นอาหาร


จับเอาความรักที่เป็นอารมณ์ ซึ่งโดยปรกติไม่คงที่ เป็นอะไรที่ตามใจฉัน สามารถขึ้นลงได้ตลอดแล้วแต่สถานการณ์ ตอนนี้รักหมา วันนี้รักตัวเอง เวลานี้รักชอปปิ้ง คืนนี้รักเที่ยว แปลงให้เป็นหน้าที่ ซึ่งเป็นอะไรที่จะต้อง ”ทำ” ปฏิเสธหรือเกี่ยงไม่ได้ จำต้องรักลูกรักผัวก่อนอย่างอื่นรวมไปถึงตัวเอง


และสิ่งที่ได้จากหน้าที่ของครอบครัวในตำราก็คือ พ่อแม่ที่ชอบพูดว่า “เลี้ยงลูกให้เติบใหญ่ ไม่หวังอะไรจากลูกขอให้ลูกเป็นคนดีก็พอ” นั้น เพ้อเจ้อสิ้นดี


เพราะหน้าที่ของพ่อแม่ก็เพื่อทำให้สมาชิกใหม่ของครอบครัวเป็นไปตามความคาดหวังของสังคมซึ่งร่วมถึงพ่อแม่ด้วยในฐานะสัตว์สังคม ถ้าพ่อแม่ไม่ได้หวังอะไร แล้วทำไมต้องพาลูกไปหาจิตแพทย์ทันทีที่พบว่าลูกชอบเพศเดียวกัน และทำไมต้องกลัดกลุ้มเมื่อรู้ว่าลูกสาวสุดรักสุดหวงของตนกำลังหลงรักกับวินมอเตอร์ไซค์ชาวกาฬสินธุ์


ทันทีที่ผลผลิตของตนไม่ตรงอย่างที่คาดหวังพ่อแม่หลายคู่หลายคนก็คิดว่าตนเป็นบุพการีสอบตก แบกความรู้สึกผิดกลับมาโทษตัวเองว่าเลี้ยงแกไม่ดีแต่แรกเอง บ้างก็ว่าเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ใช้ความรุนแรง ไม่มีเวลาให้ ไม่ยอมอยู่พร้อมหน้า ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นการโบ้ยความผิดของรัฐ ที่ไม่ว่าจะเกิดปัญหาสังคมเรื่องอะไร เป็นต้องหันมาโทษหน่วยเล็กๆของสังคมที่ชื่อครอบครัวอยู่ร่ำไป แม้ว่าจะเป็นปัญหาระดับมหภาคก็ตาม ราวกับว่าโลกนี้ไม่เคยมีการก่ออาชญากรรมมาก่อน แล้วพ่อแม่มันสังเคราะห์แสงได้เองเลยไม่ต้องออกไปทำมาหากิน วันๆนึงนั่งให้นมป้อนข้าวลูกกิน


แล้วที่แย่กว่านั้นรัฐไม่เคยเลิกล้มความพยายามในการนำเอาอารมณ์มาแปรสภาพให้เป็นหน้าที่เพื่อผลิตสมาชิกใหม่ของสังคม


อย่างน้อยที่สุด ประการแรกของหน้าที่ของสถาบันครอบครัวที่บัญญัติในตำราเรียนข้อแรกก็คือ การผลิตสมาชิกใหม่ให้สังคม ซึ่งเป็นที่น่าสับสนว่าการปี้ๆเอาๆกันถูกสถาปนาเป็นหน้าที่ตั้งแต่เมื่อไรกัน ถ้ามันไม่เกิดอารมณ์มันจะเอากันไหม แล้วฉันอยากจะสารภาพว่า


“ที่กูเอากับผัวกูทุกวันเนี่ยะ เพราะกูเงี่ยน ไม่ได้คิดถึงการปฏิบัติหน้าที่ต่อสถาบันเลย”


ดังนั้นความหมายของครอบครัวจึงบรรจุแต่เรื่องของหญิงรักชาย ชายรักหญิง ที่มีลูกได้ ( ไม่งั้นเรียกว่าครอบครัวไม่สมบูรณ์ ) แต่ถึงกระนั้นก็ต้องมีลูกหลังเรียนจบทำการทำงาน มิฉะนั้นไม่เรียกว่าเป็นครอบครัว แต่เรียกว่า “ใจแตก”

โดยการนิยามประเภทนี้ทำให้ คู่เกย์ คู่เลสเบี้ยน หญิงแก่ที่อยู่กับหมา ปลาสนาการจากความหมายขอสถาบันครอบครัว เพราะไม่สามารถจดทะเบียนสมรสหรือและรับรองเป็นลูกได้ตามกฎหมาย รวมไปถึงไม่สามารถแจ้งเกิดภายใน 15 วันได้ว่าอีด่างมันตกลูกจำนวนคอกละกี่ตัว


ขณะที่วันครอบครัวของทุกปีที่รัฐกำหนด หลายคนต่างกลับบ้านกลับช่องภูมิลำเนาเดิมเพื่อไปอยู่กับบุคคลที่มีชื่อในทะเบียนบ้าน ไปอยู่กับ”ครอบครัว”ที่รัฐให้ความหมาย


การพาหมาไปหาหมอเพื่อฉีดยากันเชื้อบ้าในวันครอบครัวจึงนอกเหนือความเข้าใจการอยู่กับครอบครัวในแบบที่รัฐจำกัดความ การจูงมือไปทำบุญตอนเช้าและไปเล่นน้ำที่อตก.ตอนดึกของคู่เกย์จึงไม่ใช่กิจกรรมประสาครอบครัวในวันครอบครัวตามที่สังคมคาดหวัง


เพราะครอบครัวมันโยงถึงความสัมพันธ์ของพลเมืองที่มีต่อรัฐ และหน้าที่ของบุคคลที่มีต่อสังคม ไม่ใช่เรื่องของปัจเจกบุคคลกับความต้องการ

ดังนั้นฉันจึงกลับมาคิดได้ว่า อันที่จริงครอบครัวมันก็เป็นเรื่องของหน้าที่นี่หว่า...

วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

เกย์กับเอดส์ ชาตินี้เราจะไม่พรากจากกัน



ได้ข่าวจากหนังสือพิมพ์มาว่า เด็กชายมัธยมต้นคนหนึ่งถูกลวงไปข่มขืน โดยข่าวรายงานว่า ชายที่ลวงไปตุ๋ยมีลักษณะเป็นรักร่วมเพศ หวั่นจะมีเชื้อ HIV จึงเร่งให้เหยื่อกินยาระงับเชื้อโดยด่วน


ฉันได้แต่สงสัยกับเนื้อข่าว ว่าทำไมเด็กที่ถูกบุคคลผู้ซึ่งข่าวยังใช้คำว่า”รักร่วมเพศ”อยู่ ทำกิริยา ”ตุ๋ย” จะต้องรีบกินยาต้านเอดส์ แล้วเหยื่อผู้หญิงที่ถูกผู้ชายหื่นกามมันอึ๊บเอาล่ะ ไม่ต้องกินยารึไง


ฉันก็ไม่รู้ว่าข่าวเลือกที่จะไม่ลงว่าผู้หญิงต้องกินยาต้าน หรือ ทางแพทย์ที่เป็นฝ่ายเลือกเองว่าเหยื่อของไอ้หื่นกามเพศไหนที่จะต้องกิน


อย่างไรก็ตาม มันก็ทำให้ผู้เสพข่าวอย่างฉันรู้ว่า บุคคลที่มีลักษณะชอบมีเพศสัมพันธ์กับชายด้วยกัน มีความน่าจะเป็นเอดส์ได้มากกว่าผู้ที่มีลักษณะนิยมสมสู่กับเพศตรงกันข้าม และกลายเป็นว่า เอดส์เป็นโรคที่เกิดเฉพาะกลุ่มชายร่วมเพศกับชายด้วยกัน ไม่เกิดในกลุ่มผู้ชายที่ร่วมเพศกับผู้หญิง


ที่เกย์กับเอดส์จับคู่เข้าหากันก็คงเพราะ เมื่อปี 2527 พบว่าคนไทยติดเชื้อ HIV คนแรก เป็นเกย์ ซึ่งจากนั้นเป็นต้นมา เกย์ กะเทยก็ถูกจับมาคู่กับเอดส์เป็นอินกับจัน


เกย์กับเอดส์ จะคล้ายกันตรงที่เป็นคำยืมมาจากภาษาอังกฤษ แล้วนิยมใช้จนรู้สึกเหมือนภาษาไทย แต่ทั้ง 2 ก็กลายเป็นของคู่กันและสนิทกันมากพอที่สภากาชาดรู้สึกหนาวๆห้ามไม่ให้ชายรักเพศเดียวกันบริจาคเลือด ด้วยอ้างว่ากลุ่มคนดังกล่าวมีความน่าจะเป็นและอัตราเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์


ราวกับว่าทางธนาคารเลือดไม่มีการตรวจสอบเลือดที่ถูกนำเข้าไปเก็บรักษา


เพื่อนเกย์จิตสาธารณะเคร่งศาสนาของฉันคนหนึ่งไปบริจาคเลือดที่โรงพยาบาล นางพยาบาลถามอย่างชัดถ้อยว่า "ท่านหรือคู่ของท่านมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันหรือไม่" เพื่อฉันได้แต่พาซื่อตอบไปว่าเคย ไพล่นึกว่านางพยาบาลนางนี้อยากเป็นมิตรแบบปฐมภูมิ สามารถพูดคุยได้ทุกเรื่องทั้งเรื่องส่วนตัวและสาธารณะ จึงถามกลับไปว่า “แล้วคุณเคยร่วมเพศกับคนในครอบครัวบ้างไหม ฉันน่ะไม่เคยหรอกนะ ที่ถามเพราะตามหน้าที่”


แม้ว่าทางสภาจะเปิดไฟเขียวให้บริจาคเลือดได้และเลิกคำถามไร้ยางอายที่ว่า แต่อคติทางเพศว่าเกย์ต้องคู่กับเอดส์ก็ยังคงอยู่


เหมือนที่ฉันไปซื้อกับข้าวหน้าปากซอย สายตาแม่ค้ากำลังจับจ้องตุ๊ดนางหนึ่งอย่างหมั่นไส้แกมขบขัน ร่างหลอนผอมเพรียวแทบปลิวลม เดินระเหิดระหงไปมาในตลาด หลังจากที่เดินผ่านไปยังไม่พ้นไปไหน แม่ค้าหยิบผักใส่ถุงพลาสติกพลางกระซิบกับฉันว่า ดูสิผอมเชียว สงสัยอีนี่มันต้องเป็นเอดส์ชัวร์...


ฉันได้พยักหน้าพยักตารับฟัง ในใจสับสนอยู่แต่ประโยคหลัง สรุปว่าป้าสันนิษฐานหรือมั่นใจว่าเขาเป็นเอดส์กันแน่


ในสังคมที่เชื่อว่าความอ้วนเป็นอาชญากรรมสังคม เกย์ก็อยากผอมสะโอดสะองค์ร่างระหงบ้าง แต่พอผอมกลับถูกมองว่าเป็นเอดส์ พออ้วนก็โดนด่า หาว่าอีนี่เกิดเป็นตุ๊ดสะเปล่ายังจะอ้วนอีก ไม่รู้จักดูแลตัวเองเล้ยยย...อีกะเทยควาย


เกิดเป็นเก้งเป็นกวางนี่ รันทดจริงๆ ไม่มีโอกาสบริจาคเลือดยังไม่พอ ทำประกันชีวิตบางสำนักก็ไม่ได้ จะรับราชการเป็นครูบาอาจารย์ก็ถูกกีดกันเพราะว่าจะเป็นตัวอย่างที่”ไม่ดี” พอผอมก็หาว่าเป็นโรค พอมีเงินถุงเงินถังเข้าหน่อยก็โดนด่า หาว่ามีเสี่ยเลี้ยงไม่ก็ไปขายตัวมา ได้เงินด้วยการแลกหยาดเหงื่อแรงกาม แต่พอยากจนข้นแค้นก็กลายเป็นขี้ปากอีกว่าอีนี่มันโง่โดนผู้ชายหลอกแดก


...สรุปต่อให้หายใจเข้า-ออกกูก็ถูกด่าด้วยใช่ไหม...


บางทีคงไม่ได้ซวยที่เกิดแบบนี้แต่ซวยที่เกิดในสังคมพรรค์นี้ สังคมที่มักรังเกียจ “ความแตกต่าง” แล้วสร้าง ”ความเป็นอื่น” ด้วยการเอาสิ่งที่สังคมรังเกียจไม่ต้องการไปนิยามและตีตรา อย่างน้อยที่สุดก็ความเจ็บไข้ได้ป่วย


แม้ว่าเกย์คนนั้นจะป้องกันหรือไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ก็ตาม เพราะความป่วยไข้และโรคร้ายคืออีกความหมายและเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ใช้นิยามตัวตนของคนชายขอบคนที่ถูกมองว่าไม่ใช่”พวกเรา”ให้ดูมีพิษมีภัยเป็นอันตรายต่อสังคม เหมือนที่ครั้งหนึ่งทางสาธารณะสุขเคยกล่าวว่าแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำมาหากินไทยผู้นำวัณโรคโรคมาแพร่ระบาด


เกย์ กะเทย และ แรงงานพม่า จึงตกอยู่ที่นั่งเดียวกันคือเป็นทั้งชนชายขอบและชนกลุ่มที่มักสร้างปัญหาให้กับความปลอดภัยของสังคม ทั้งที่ความเป็นจริงวัณโรคเกิดจากแบคทีเรียที่กระจายอยู่ในอากาศและเอดส์ก็เกิดจากไวรัสที่ผ่านการร่วมเพศ ไม่ได้เกี่ยวกับเชื้อชาติหรือรสนิยมทางเพสแต่อย่างใด


อันที่จริงจะตัดพ้อสังคมที่นิยมร่วมเพศระหว่างจู๋กับจิ๋มไม่ได้ที่พยายามสร้างวาทกรรมให้การร่วมเพศระหว่างจู่กับตูดเป็นพาหะแพร่เชื้อ เพราะดูเหมือนว่าบรรดาคุณเก้งคุณกวางๆทั้งหลายเองก็มีส่วนผลักดันให้วาทกรรมวาทเวรเกย์อยู่คู่กับเอดส์ดำรงอยู่อย่างหน้าชื่นตาบาน


เมื่อคืนก่อนฉันไปสำเริญสำราญกับเพื่อนพ้องยังสถานเริงรมย์ ได้รับแจกถุงยางอนามัยที่บรรจุในห่อข้อความเกี่ยวกับเชื้อเชิญเกย์ตรวจเลือดแถวสีลม ซึ่งเป็นบริการฟรีขององค์กรไม่หวังผลกำไรชื่อดังเกี่ยวกับชายรักชาย


ซึ่งฉันคาดว่าองค์กรและเอ็นจีโออื่นๆที่เกี่ยวกับเกย์กะเทยต้องมีกิจกรรมอะไรให้ทำเยอะแยะมากกว่านี้นอกเหนือจากแจกถุงยางจนเกร่อเกรื่อน แต่ที่ปรากฏต่อสายตาสังคมกลับเจาะจงเฉพาะเรื่องการติดเชื้อจากการร่วมเพศ อย่างชวนเกย์ไปตรวจเลือด ให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพ จัดค่ายทักษะชีวิตพิชิตเอดส์ จนดูราวกับว่ามันเป็นโรคภัยไข้เจ็บของชุมชนของคนรักเพศเดียวกัน


จะว่าไปกิจกรรมพวกนี้น่าจะเป็นกิจกรรมขององค์กรคาธอลิคมากกว่า เพราะคนกลุ่มนี้เชื่อว่าการคุมกำเนิดเป็นเรื่องผิดศีลธรรมและการใช้ถุงยางก็เป็นบาป


การตะบี้ตะบันแจกถุงยางตามเกย์สถานและเกย์นิคมอย่างไม่กลัวโรคร้อน จึงเป็นสภาวะยอมจำนนของเกย์ต่อการถูกนิยามตัวตนที่สังคมยัดเยียดให้ แม้ว่าจะเกิดจากความหวังดีของคนในกลุ่มด้วยกันเองที่มีสถิติรายงานว่าเป็นกลุ่มที่มีผู้ติดเชื้อHIVจำนวนมาก แต่มันก็เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณจากกลุ่มรักเพศตรงกันข้ามที่เต็มไปด้วยอคติและมายาคติ ซึ่งคนพวกนี้แหละที่จำเป็นต้องใช้ถุงยางมากที่สุด เพราะยิ่งมีลูกมีหลานมากเท่าไรก็ยิ่งผลิตซ้ำทัศนคติแบบเดิมและทำให้แพร่ระบาดรุนแรงกว่าเอดส์เสียอีก


อีกอย่างถุงยางอนามัยที่องค์กรเกย์แจกกันอยู่น่ะ มันก็มีไว้สวมจู๋เพื่อเอากะจิ๋มไม่ใช่กะตูด เพราะฉันเห็นเค้าเขียนไว้เป็นภาษาไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น ฮ่องกง ในคู่มือยู่โทนโท่ว่า “การใช้ถุงยางอนามัยสำหรับเพศสัมพันธ์ทางอื่นนอกจากช่องคลอด อาจทำให้เสี่ยงต่อการลื่นหลุด หรือฉีกขาดของถุงยางอนามัยได้”


แม้ว่าถุงยางจะถูกแจกฟรีโดยองค์กรเกย์ก็ตาม แต่มันก็ไม่ได้ให้ใช้ร่วมเพศแบบเกย์ สรุปแล้วจึงไม่มีอุปกรณ์สำหรับร่วมเพศอย่างปลอดภัยในกลุ่มเกย์ และก็ไม่เห็นมีบริษัทไหนคิดจะผลิตถุงยางสำหรับร่วมเพศทางทวารหนัก ทั้งๆที่มีการโพลล์สำรวจว่าเกย์เปลี่ยนคู่นอนกันบ่อยกว่าผู้หญิงผู้ชาย

...ด้วยเหตุนี้ เกย์ กับ เอดส์ ชาตินี้คงไม่พรากจากกัน...

วันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

คำสารภาพของคนเคยมีรัก


แล้วเจ้าหญิงก็ตื่นจากบรรทมอันยาวนาน เมื่อเจ้าชายจุมพิต หลังจากนั้นทั้ง 2 จึงเข้าวิวาห์และครองรักกันตราบนานเท่านาน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนบางคนต่อให้นอนเฉยๆก็มีผัวได้ โดยไม่ต้องลงมือลงแรงอะไรอะไร
ต่างกับฉัน ไม่ว่าจะ ให้เพื่อนหาให้ แชทในเนท แต่งตัวยั่ว ทำตัวแอ๊บแบ๊ว แกล้งเมาไปจนถึงมอมเหล้าผู้ชาย ก็ยังหาไม่ได้อยู่ดี นานๆทีจะมีคนหลังเข้ามา แต่อยู่ได้ไม่นานก็หลุดออกไป


...การมีคนรักได้สักคนมันยากเหลือเกิน แต่กว่าจะมีคนรักดีๆมันยิ่งยากกว่า…


แค่คนที่พอใจและพร้อมจะให้ฉันหนุนนอนในอ้อมกอดและเต็มใจรับหัวใจและกายฉันอย่างไม่อึดอัดใจ คนที่ฉันจะพูดคุยได้ทุกเรื่อง ยอมรับและให้อภัยฉันทั้งข้อดีและข้อเสีย บนโลกที่หนาแน่นหลายล้านคน แค่คนๆเดียวมันไม่มีเลยหรือ


จะมีใครสักคนบ้างที่รู้ว่า หลายคืนที่ฉันต้องรู้สึกโดดเดี่ยวใต้ลูกบอลดิสโก้กับผู้คนคลาคล่ำและเสียงเพลงอึกทึก หลายค่ำที่ฉันหลับไปพร้อมกับความว้าเหว่ เดียวดาย หลายครั้งที่เบื้องหลังรอยยิ้มและเสียงหัวเราะมันคือหยาดน้ำตา


ฉันดูเหมือนคนปากกล้า ร้ายกาจ บ้าบิ่น เพี้ยน เจ้าทฤษฎี เข็มแข็ง เด็ดเดี่ยว ไม่แคร์ใครไร้ซึ่งความเมตตาสงสาร กะล่อนเจ้าชู้ ตลกโปกฮา ฉันสารภาพว่าแท้จริงมันคือเครื่องรางของขลัง ชุดเกราะและโล่เหล็ก เพื่อปกป้องไม่ให้ความอ่อนแอ ขลาดกลัว ระแวง อ่อนไหว และเต็มไปด้วยความรู้สึกและอารมณ์ มันรั่วไหลออกมาให้ใครเห็น


ฉันเฝ้าใฝ่ในรักอันเหลือเชื่อ ที่เหมือนในนิยาย ในละครที่เคยหลงใหลได้ปลื้มชวนยิ้มกับความรักที่ตัวละครคู่หนึ่งมอบให้แก่กัน แต่ทันทีที่มีรัก ฉันกลับรักษามันไว้ไม่อยู่ทุกที ไม่ว่าจะจบลงด้วยเหตุผลใดฉันไม่เคยหลีกหนีความรู้สึกได้เลยทุกที ในหัวใจ มันว่างเปล่าแต่หนักหน่วงคอยถ่วงให้ความรู้สึกทุกอย่างดูหดหู่ ในหัวสมองมันวนเวียนแต่เรื่องเดิมๆเก่าๆเรื่องของเขา ข่มตาให้หลับไม่ลงสักที แต่ทันทีที่ตื่นเรื่องเขาก็เข้ามาในหัวทันทีให้คิดต่อ วนไปวนมา

ทุกครั้งหัวใจช้ำจนมันชา พาลคิดไปว่าคงรักใครไม่ได้อีกต่อไป เฝ้าบอกตัวเองว่า “ พอกันที ” แต่สุดท้ายก็เผลอมีความรักอีกครั้งให้หัวใจชุ่มฉ่ำอีกที แต่แล้วในที่สุดมันก็วกกลับมาเหมือนจุดเริ่มต้น... อยู่ตัวคนเดียวและความเจ็บปวดที่มองไม่เห็นแต่ไม่เคยห่างกาย


เป็นแบบนี้ทุกทีทุกครั้งทุกคน ซ้ำไปซ้ำมา แต่แปลกที่ไม่เคยเข็ด... ทว่าไม่เคยชิน


ฉันก็เหมือนกับใครๆหลายคนที่ไม่อยากขาดรัก เพราะมันดูน่าเศร้า น่าหดหู่ แม้ว่าจะไม่หม่นหมองชวนน่าเศร้าใจเท่ากับตอนที่ต้องเลิกรากันที่ทั้งเจ็บปวดและกัดกร่อนหัวใจ แต่ก็ดูเหมือนว่าทุกคนพร้อมที่จะยอมเอาตัวและหัวใจเข้าเสี่ยงเพื่อไม่ต้องขาดรัก


ใครหลายๆคนต่างก็ไปไหว้พระตรีมูรติที่เซ็นทรัลเวิร์ลด์ เพราะว่ากันว่าจะนำมาซึ่งความรัก
ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง และสามารถประทานคนรักได้จริงๆ ถ้าอย่างนั้นช่วยสาปให้ฉันรักใครไม่เป็นด้วยเถอะ


เพราะทุกครั้งเช่นกันที่ความรักสลัดฉันออกจากมัน มันเจ็บปวด ทรมาน เหมือนถูกเหวี่ยงออกจากเครื่องหมุน มันทั้งเสะบักสะบอม และทรงตัวไม่เคยอยู่ แม้ว่าทุกครั้งที่มีความรักมันทำให้ฉันรู้สึกเด็กลง กลับไปสู่วันเยาว์อีกครั้ง ขณะเดียวกันก็รู้สึกมั่นใจเหมือนเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว เพราะคงเข้าใจมาตลอดว่าความรักเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ แต่มันก็เป็นได้ที่ไม่คุ้มเสีย


ความรักทำให้ฉันต้องหนาวสั่นมากแค่ไหน หัวใจฉันก็ยิ่งเหน็บมากแค่นั้น ยิ่งชอกช้ำรักมากเท่าไรหัวใจยิ่งด้านช้าเท่ากัน แม้จะทำให้เข็มแข็งมากขึ้นเพียงใดมันก็หยาบกร้านและถูกกัดกร่อนมากพอกัน

ลาก่อน...ความรัก มึงไปสิงหัวใจคนอื่นซะ ก่อนที่มึงจะแตกสลายไปพร้อมกะหัวใจกู อีห่าลาก

วันจันทร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2551

ใครว่า “ เปรม ” เป็นตุ๊ด


ด้วยความสัตย์จริง ขอสารภาพ ณ ตรงนี้ในฐานะยัปปี้คนหนึ่งเลยว่า ฉันไม่ได้มี active citizen และไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับการเมืองเรื่องรัฐเอาสะเลย จะรู้จักและแอบชื่นชมในความแกร่งของ เบเนอร์ซี บุตโต ก็เมื่อตอนเธอตายไปแล้ว แต่ไม่รู้ว่าตอนเธอบริหารปากีสถานก็คอรัปชั่นเหมือนกัน ไม่ได้ใส่ใจสักนิดว่าวีรชนคนเดือนตุลาที่ตายไปมี 1 ศพอย่างที่ใครสักคนพูดเป็นตุเป็นตะ หรือมากกว่านั้น อันที่จริงก็ไม่ไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า 14 ตุลา กับ 6 ตุลาต่างกันอย่างไร


เพราะมันไม่ได้ช่วยให้ผิวใต้วงแขนขาวขึ้น ทำให้การหิ้วโน้ตบุ๊กไปจีบกาแฟที่ เจ-อเวนิว มันสะดวกกว่าเดิม รังมีแต่จะทำให้เครียดแค้น เจ็บปวด หดหู่ มีผู้แทนราษฎรแต่ไม่เคยทำอะไรแทนราษฎรสักอย่าง
รู้แค่ว่ามีหน้าที่เคารพกฎหมายและข้อบังคับของรัฐและมีหน้าที่เลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ( หรือตามพิธีกรรมก็ไม่รู้ เพราะสมัยฮิตเลอร์ก็มีการเลือกตั้ง รวมไปถึงพม่าเองก็มีการเลือกตั้งเหมือนกัน )


ฉันไม่ได้เป็นพลเมืองแต่เป็นเพียงไพร่ฟ้า ( ที่ห่วงแต่ ) หน้าใสกับปากท้องมากกว่าที่จะห่วงว่า ใครจะเป็น ” นอมินี ” ให้ใคร หรือจะบริหารแบบ ” แดกไปเห่าไป ”

เช่นเดียวกับรัฐบาลที่มองพลเมืองเป็นไพร่ของมูลนาย นายกรัฐมนตรีที่มากับรถถังจะไปห่วงอะไรกับประชาชนนั่งรถเมล์ นายกรัฐมนตรีที่เป็น “ ม้าทรง ” ก็ย่อมต้องฟัง “ องค์ ” มากกว่าเสียงพลเมืองเป็นเรื่องธรรมดา

รัฐธรรมนูญฉบับม้าร่างจะเอื้ออำนาจเฉพาะเจ้าของคอกและม้าด้วยกัน หรือ จ๊อกกี้คนใหม่จะอวยยศคืนให้ม้าตัวใด ก็ไม่ได้สร้างความรำคาญใจเท่ากับการถูกโทรตามจิกให้ไปเป็นสมาชิกฟิตเนส หรือการปิดผับตอนตี 2

เมื่อคณะปฏิรูปหรือปฏิกูลอะไรสักอย่างถือกำเนิดอย่างเป็นทางการในคืนที่ 19 กันยา ซึ่งรัฐประหารครั้งนี้ดูเหมือนว่าคนที่ชื่อ “เปรม” ผู้เสมือนขึ้นหิ้งของแวดวงการเมืองการทหารจะถูกดึงมาพูดถึงมากขึ้นจากเดิม ทั้งฝ่ายรักแม้วและไม่รัก

ก็น่าอยู่หรอก เพราะคืนนั้นประธานองคมนตรีผู้นี้เป็นผู้นำหัวหน้าคณะรัฐประหารเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในการรัฐประหาร 10 ครั้งก่อนหน้านี้ในประวัติศาสตร์ ( นับตั้งแต่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2476 เมื่อพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ปิดสภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ และประกาศงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา )

แม้ผบ.ทบ.ผู้นำการรัฐประหารจะอ้างว่า พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ อยู่ในวังตั้งแต่เย็นแล้ว แต่สายข่าวก็ได้รายงานว่า พล.อ.เปรม ได้กลับเข้าบ้านสี่เสา ฯ แล้วก็ออกมาอีกครั้งหนึ่ง

อีกทั้งผู้ที่นิ่งเฉยจนได้ฉายา " เตมีย์ใบ้ " อย่างพล.อ.เปรม ก็หลุดปากเปรยว่า “ สุรยุทธ์ดีที่สุด ” แถมยังเคยเปรียบกับ มิสเตอร์ วินส์ตัน เชอร์ชิล อดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ “ ป๋า ” จึงถูกดึงลงมาจากหอคอยงาช้าง เหมือนกับ “ ป้า ” ที่ถูกดึงลงมาจากคานทอง ย่อมเป็นที่สนุกปากของคนทั่วไปโดยเฉพาะฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลทหาร

โดยเฉพาะบนสังเวียนการเมืองที่เต็มไปด้วยฉากหน้าและเบื้องหลังจึงดารดาษไปด้วยเรื่องเล่าข่าวลือที่แพร่สะพัดมากมายพอๆกับสรรพนามและนามสมมุติที่เกลื่อนกลาดตามหนังสือข่าวการเมือง ไม่ว่าจะเป็น " ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ" “ มือที่มองไม่เห็น ” “ ขันทีเฒ่า ” รวมไปถึง “ อีแอบหัวขาว ”

จนข่าวการเมืองราวกับข่าวซุบซิบดารา ประเภท นาย “ป” ชอบหานายทหารสีม่วงมาควงทวาร แถมให้เงินดารานักร้องหนุ่มเปิดผับย่านอาร์ซีเอ แต่เจ๊งไม่เป็นท่า ให้เอาไปขบคิดกันเอาเองว่า คนที่ว่านั้นเป็นใคร

… มิน่าล่ะ ทำไมดาราบางคนถึงลงมาเล่นการเมือง...

ซึ่งสมกับฐานะที่เป็น “ คนของประชาชน ” และสมกับเป็นเรื่องของการเมืองการปกครองที่กอปรไปด้วยกิจกรรมทั้งที่ลับและที่แจ้ง ดังนั้นเรื่องลับๆและแจ้งๆรวมไปถึงเรื่องในมุ้งตู้ตั่งเตียงจึงถือว่าเป็นเรื่องระดับมหภาคด้วยเช่นกัน

ซึ่งเรื่องลับๆหลังม่านลอดมุ้งอย่างเพศวิถี ( Sexuality ) ก็กลายมาเป็นอีกวิถีหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการเมือง โดยเฉพาะสำหรับการตั้งป้อมโจมตีผู้ที่ขัดผลประโยชน์

การออกมาแฉหรือการสร้างจินตนาการว่าฝ่ายตรงข้ามร่วมเพศกับเพศเดียวกัน ก็ดูเหมือนว่าเป็นอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ดีในการสร้างความชอบธรรมว่าตนดีกว่า พอๆกับรถถังและปืนกลที่อ้างความชอบธรรมให้กับความชอบทำและจินตนาการว่า ถ้าไม่รัฐประหารคืนนั้นก็จะเกิดความรุนแรงและการนองเลือด

แม้ว่าการรัฐประหารจะเป็นความรุนแรงอีกรูปแบบหนึ่ง เพียงแต่ว่า เป็นความรุนแรงที่ “ ราบรื่นดุจแพรไหม ”
จะเป็นอาวุธดีหรือไม่ดีอย่างน้อยก็เป็นภาพสะท้อนที่ดีว่า นักการเมืองและทหารที่ดี จึงต้องมีคุณสมบัติ “ ความเป็นชาย ” หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ต้องไม่ร่วมเพศกับผู้ชายด้วยกัน


เพราะโลกทางการเมืองเป็นโลกของเพศสภาพชาย ซึ่งแม้แต่ผู้หญิงเองก็ต้องตอนเพศภาพตนเอง ให้มีความแข็งแกร่ง เด็ดเดี่ยว เฉียบขาดอย่างผู้ชาย “ ควรจะเป็น ” ตามจินตนาการของชุมชนการเมือง

ผู้ที่เกี่ยวข้องกับแวดวงนักการเมืองหรือทหารตำรวจ ( ไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลัง ) ถ้าไม่ ” เก็กชง ” หรือ “ แอ๊บแมน ” หรือไม่มี ” ความเป็นชาย” ตามอุดมคติ ก็จะถูกโจมตีในฐานะบ่อนทำลายเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งแม้แต่ฝ่ายที่ประกาศตนเป็นฝ่ายตรงข้ามกับ “ ป๋า ” เองอย่าง จักรภพ เพ็ญแข กับ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ก็คงเข้าใจเรื่องนี้ได้ดี ว่ามันเป็นโลกที่ผู้ช๊ายผู้ชายเพียงไหน

แม้แต่ผู้หญิงที่เข้ามาสู่พื้นที่การเมือง ถ้าพวกหล่อนไม่พ่วงเพศ ” หญิง ” ทิ้งท้ายอาชีพ ก็จะไม่รู้ว่าเป็นเพศหญิงหากพูดคำว่า “ นักการเมือง ” ลอยๆ

เพราะปริมณฑลทางการเมืองคือปริมณฑลของผู้ชาย หรือน้อยที่สุดก็สวมหัวโขนเป็นตัวละครเพศชาย ไม่ว่าตามความเป็นจริงจะมีเพศสภาพอะไรก็ตาม เพราะในฐานะ ” คนของประชาชน ” ที่ประหนึ่งตัวแทนของประชาชน มันต้อง ” แมน ” เพื่อให้ดูสง่าน่าเชื่อถือ เพราะเพศสภาพที่ “ ไม่แมน ” มักถูกโยงกับความไม่มีเหตุผล โลเลไม่มั่นคง มีอารมณ์รุนแรง ชอบด่าทอกระแหนะกระแหน มารยาสาไถ ตลบตะแลง

ราวกับว่าการแฉเบื้องลึกเบื้องหลัง เรื่องซุบซิบ และการล้มโต๊ะการเมืองเป็นเรื่องของการใช้ตรรกะเหตุผล การไม่ใช้ความรุนแรง และเป็นอาวุธของผู้ชาย

และทำเหมือนกับว่า เกย์ไม่ใช่พลเมืองของประเทศ ไม่ได้จ่ายภาษีให้อาหารรัฐ ทั้งๆที่เกย์หลายคู่อยู่กินฉันท์สามีภรรยาแต่ต้องจ่ายภาษีเต็มอัตรา เพราะไม่ใช่คู่สมรส

การดูแคลนและใช้สิทธิเสรีภาพในการร่วมเพศของแต่ละปัจเจกชนในประเทศที่อ้างว่าเป็นเสรีนิยม มาเป็นเครื่องมือโจมตีผู้อื่นต่างหากที่เป็นความตลบตะแลง รุนแรง สกปรกและขี้แพ้ชวนล้มโต๊ะยิ่งกว่ารัฐประหาร 19 กันยาเสียอีก

ไม่น่าแปลกใจเลยที่ไม่ค่อยมีใครสนใจเรื่องการเมืองการปกครอง เพราะเบื้องต้นที่สุดมันได้กีดกันความหลากหลายทางเพศที่เหลืออันมีอยู่ค่อนประเทศ และอนุญาตให้เพศชาย ” บริสุทธิ์ ” ใส่สูท ใส่ชุดซาฟารี ผ้าไหมแข็งๆ ไม่เจาะหู ไม่กัดสีผม เท่านั้นที่จะสามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่ถูกติฉินนินทา แม้ว่าจะเคยฆ่าใครมาก่อน หรืออยู่พรรคพวกใครมาก่อน แต่กลับเป็นสิ่งที่ทุกคนยอมรับและยอมลืมกันได้มากกว่า ใครเคยเอาตูดใครหรือเคยถูกใครเอาตูดมาก่อน

... คุณสมบัติของนักการเมือง กลับเป็นเรื่องใครเป็นเกย์หรือไม่เกย์ แทนเรื่องใครโกงหรือไม่โกง ใครมีจริยธรรมความสามารถหรือไม่มี ...

พลเมืองจึงรับรู้ว่านักการเมืองเป็นอะไรมากกว่า พวกเขาพวกหล่อน เคยทำคุณงามความดีอย่างไรหรือทำระยำตำบอนฝากไว้ที่ไหนให้บ้านเมืองบ้าง แม้แต่นักการเมือง ( ที่มักต้องพ่วงท้ายคำว่า )หญิง ( เสมอ ) เรามักรับรู้เรื่องลือว่า หล่อนไปนอนกะใครเป็นเมียน้อยให้ใครมากกว่าหล่อนเรียนจบด้านไหนมา ถนัดเรื่องอะไรบ้าง

ข่าวการเมืองที่ไพร่ยัปปี้จะรับรู้ก็เลยไม่ต่างอะไรไปจากข่าวgozzipดารานักแสดงที่นิยมเสพทุกคืนวัน
จะต่างกันตรงที่ ดารานักแสดงเขามีเสื้อผ้าหน้าผมการพูดจำนรรจา เหมือนชาวบ้านชาวช่องมากกว่า มีอัตลักษณ์ทางเพศมากกว่า เข้าถึงได้ง่ายกว่า และ ” เล่นละคร ” เป็นเวลามากกว่า ซึ่งทั้งนี้ก็เพื่อentertainประชาชน หากแต่ที่เป็นนักการเมือง แม้จะอ้างว่าเป็นคนของประชาชน แต่กลับ “ เล่นละคร ” ตลอดเวลาเพื่อ entertain ตนเองและพวก


วันนี้ฉันหยิบหนังสือพิมพ์ในร้านกาแฟย่านสีลม มานั่งอ่านเล่นฆ่าเวลาระหว่างรอเพื่อนมาพบปะหลังเลิกงาน เห็นตัวหนังสือสีดำขนาดเขื่องแผ่หลาบนหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งว่า

“ เปรมไม่ได้เป็นตุ๊ด ” ….เพราะว่า ทาทา คอนเฟิร์มเองค่ะ...

วันจันทร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2551

ศัลยกรรม


ทุกครั้งที่ฉันไปตามห้างสรรพสินค้า สัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง มือฉันจะพะลุงพะลังไปด้วยถุง ช๊อปปิ้งสารพัดยี่ห้อ ถ้าเอาปากคาบได้ก็คงคาบไปนานแล้ว แลดูไฮโซ มือเปิด กระเฌอก้นรั้ว กระชังหน้าใหญ่ เงินถุงเงินถังช๊อปอะไรทั้งวี่วัน
ความจริงฉันทำงานต่างหากล่ะย่ะ ตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัยแถวหน้าของประเทศโลกที่ 3 ฉันก็มาทำงานเป็นสไตลิสต์ให้กับนิตยสารเล่มหนึ่งและแอบทำฟรีแลนซ์ให้กับรายการทีวี เพื่อแลกกับเงินจำนวนไม่กี่พัน อาชีพนี้ฟังดูโก้เก๋ แต่เหนื่อยเป็นบ้า เกิดเสื้อผ้า สร้อย รองเท้าเสือกเจ๊งขึ้นมา ฉันก็โดนเฉ่งปี๋ไม่มีใครจ่ายให้หรอก แล้วที่เด็ดสุด เกิดมาท้องพ่อท้องแม่ฉันยังไม่เคยใส่ร้องเท้าให้เลย แต่ดารา นางแบบ พวกหล่อนเป็นใครยะ

ชิส์...แต่ฉันก็ทำ…

เหมือนเวรกรรมจะมีจริง เมื่อฉันต้องหาเสื้อผ้าถ่ายแบบให้กับนายแบบหล่อเหลา สูงล่ำ ถ่ายโฆษณาเอ็มวีเพลงฮิตๆ แม้จะไม่ดังมากแต่ก็ดังพอที่ไม่สมควรขึ้นรถเมล์ทั้งๆที่ยังไม่มีรถขับ ผิดกับสมัยตอนเรียนมัธยม ที่ตัวผอมบักโกรก ขี้โรค และขี้แย และมักถูกฉันคอยกลั่นแกล้งไถเงินเป็นประจำตอนสมัยเรียนมัธยมร่วมกัน

ต๊าย...ดูตอนนี้สิ

ฉันเอนท์ติดเรียนจบมหาวิทยาลัยชื่อดังกว่า เรียนเก่งกว่า เสียอย่างเดียวหน้าตาแย่กว่า เลยได้งานที่รายได้น้อยไม่เท่าแก แถมต้องทำงานเหนื่อยกว่าตั้งร้อยเท่าพันทวี

คิดๆแล้วรู้สึกว่ามีเปลวอัคคีในตาร้อนผ่าวลุกโชนขึ้นมาทันที

ฉันต้องทำศัลยกรรมแล้วสิ อย่างน้อยที่สุดก็ทั้งหน้า เฮ้อ..ได้แต่ถอดหายใจ เงินเดือนแค่นี้มันจะไปทำไรได้วะ ก็ใครบ้างล่ะไม่อยากสวย ก็เห็นๆอยู่ว่าสวยแล้วมันทำอะไรได้มากมายกว่าคนไม่ขี้ริ้วขี้เหร่ตั้งหลายอย่าง ต่อของก็ได้ราคาถูกกว่า เวลาไปเที่ยวก็มีคนมาเลี้ยงเหล้าให้ เผลอๆเกิดโมเดลลิ่งมาคว้าตัวไป ได้เป็นดารานางแบบได้หนุ่มไฮโซเป็นแฟน มีเสี่ยมาเลี้ยง พอมีรายได้เป็นกอบเป็นกำก็หากิจการร้านอาหาร ทำสปา ผับบาร์ก็ว่าไป ไม่ต้องเรียนหามรุ่งหามค่ำ เพื่อให้ติดมหาวิทยาลัยดีๆ ได้เกียรตินิยม ปริญญาหลายใบเพื่อสร้างคุณค่าให้กับตนเอง

แถมโอกาสก็มากกว่า คนไหนหล่อๆหน่อย ไปทำระยำตำบอน ก็ดู bad boy ดี เท่ห์เป็นบ้า ต่อให้โง่ดักดานแค่ไหน ถ้าหน้าสวย ก็ดูแอ๊บแบ๊ว ไร้เดียงสาหน้าหยิกหยอก

ฉันไม่ได้เกิดจากพ่อพันธุ์แม่พันธุ์หน้าตาดีที่มีโครโมโซมหล่อๆยีนสวยๆ สักหน่อย ในเมื่อเลือกเกิดไม่ได้ แต่ฉันก็เลือกสวยได้ ด้วยศัลยกรรม

ถ้าฉันสวยฉันจะมีความสุขมากกว่าเดิม การทำศัลยกรรมจึงเป็นแสวงหาและกำหนดความสุขด้วยตัวเอง
ไม่ต้องมารอให้ใครกำหนดให้ แค่ตอบสนองความปรารถนาตนเอง จะเรียกๆให้เก๋ๆก็คือฉันมี
self-determination

การไปทำศัลยกรรม ชะลอความแก่ ลดความความอ้วน จึงไม่ใช่ความไม่รู้จักพอดีหรือไม่ “ พอเพียง ” ซึ่งมันไม่ได้เข้ากับบริบทชนชั้นกลาง และเป็นการสร้างเสถียรภาพให้ชนชั้นสูงมากกว่า

เดี๋ยวนี้คนไปทำศัลยกรรมกันมากขึ้นเพราะคนสมัยนี้คนสามารถค้นหาความปรารถนาของตนเอง ฉันค้นหาความสุขด้วยตนเอง

ต่างจากคนสมัยก่อนที่กำหนดความสุขเองไม่เป็น คอยแต่พร่ำบ่นสวดมนต์เพื่อให้ผีฟ้าเทวดาประทานความสุขความต้องการ เพราะเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างพระเจ้ากำหนด ไม่ก็กรรมแต่ชาติปางก่อนลิขิต ชาติที่แล้วไม่ทำบุญด้วยดอกไม้ ชาตินี้เลยไม่สวย เป็นเพราะเทพเจ้าเธอปั้นจากดินเหนียวแบบชุ่ยๆเธอเลยไม่สวยหน้าตาพิกลพิการ

ความสุขในสมัยโบราณ คือสิ่งที่พระเจ้าประทานให้หรือกรรมบันดาล เราจะสร้างขึ้นมาเองไม่ได้ ความสุขสมัยก่อนจึงเป็นเรื่องไกลตัว ยิ่งสังคมจารีตที่ผูกพันกับศาสนายิ่งแทบหาความสุขไม่ได้ เพราะเกิดมาก็เป็นทุกขังแล้ว ไม่ก็เกิดมาก็มาบาปติดตัวเพราะทวด” อดัม ” กับทวด “ เอวา ”ดันไปขัดคำสั่งพระเจ้า ลูกหลานเลยมี original sin ติดมากับดีเอ็นเอ

หากแต่การสนองตามความต้องการและเสวงหาความสุขจึงเป็นเรื่องที่เราสามารถสรรหาได้เองในสมัยใหม่ แม้แต่คำถามที่ว่า “ โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร ” ก็เพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่ 10 ปีมานี่เอง

คนสมัยก่อนไม่ได้ไปทำศัลยกรรม ไม่ใช่เพราะมันไม่มีที่ให้ทำอย่างเดียว แต่เป็นการกระทำนอกเหนือจากลิขิตของพระผู้เป็นเจ้าหรือกรรม

หลังจากที่ไตร่ตรองมาเนิ่นนาน ผ่านกระบวนการระดมสมองความคิดเห็นจากคนรู้จัก สัมภาษณ์เชิงเจาะลึกกับผู้เคยผ่านการทำศัลยกรรม ฉันจับแท็กซี่ไปโรงพยาบาลด้วยความมุ่งมั่นที่ข่มความหวาดกลัวในใจ

ฉันบรรจงบอกกับหมออย่างละเอียดว่า ช่วยยกหางตาที่มันตกๆขึ้น แล้วก็เอาถุงใต้ตาใหญ่ๆออกให้หน่อย แล้วทำจมูกให้โด่งเป็นสัน อ้อ...เก็บปีกจมูกด้วยเพราะจมูกหนูบาน แล้วก็ช่วยฉีดปากให้เจ่อๆหน่อยนะ เซ็กซี่ดี คางน่ะเหลาให้ด้วยนะ แล้วก็บลาๆ... ฉันสั่งศัลยแพทย์เหมือนสั่งอาหารร้านหน้าปากซอย

หมอเพ่งมาที่หน้าฉันเหมือนไม่รู้ว่าจะเริ่มทำส่วนไหนก่อนดี ก่อนที่จะขยับแว่นและยิ้มมุมปากก่อนพูดว่า
“ ผมว่าอย่างคุณคงต้องเริ่มที่คอ ด้วยการตัดทิ้งไปเลยดีที่สุด ”

วันอาทิตย์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2551

ชัยชนะของผู้หญิง


เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ฉันไปอยู่สกลนครสักพักใหญ่ๆหลังจากไปไหว้ศพ จิตร ภูมิศักดิ์ ในวันที่ 5 พฤษภา วันที่นักปราชญ์นักปฏิวัติผู้นี้โดนยิงตายอย่างอำมหิต และเป็นช่วงที่ฉันต้องการหนีความเจ็บปวดของชีวิตรักไปเลียแผลใจที่ไกลๆจากโลกที่ฉันเคยอยู่


“ ผู้ชายมันก็เลวแบบนี้ทุกคน ” ฉันตะโกนในใจ “ คิดว่าตัวเองเจ๋งกว่ารึไง อะไรๆก็ตัวเองตัดสินใจดีกว่า เป็นผู้นำกว่า... พอกันที ”


ฉันกะจะบวชชีที่สกลแม่งเลย ไหนๆทางโลกย์มันก็ไปไม่รอดละ เอาทางธรรมเผื่อมันจะรอดบ้าง แต่คิดไปคิดมา การบวชชีเพราะหนีรักนี่มันเหมือนหนีเสือปะจระเข้มากกว่า ฉันถูกผู้ชายกดขี่มาตลอดชีวิตรัก พอเลิกกันแทนที่จะเป็นอิสระ ดันหนีไปบวชชี ไปรับใช้พระสงฆ์อีก ยิ่งประเทศนี้กีดกันการบวชภิกษุณีด้วย ฉันเป็นชายขอบสังคมโลกียะมาทั้งชีวิตแล้ว จะหนีไปเป็นชายขอบสังคมโลกุตระอีกทำไมให้แย่กว่าเดิม ว่าแล้วฉันไปวัดทำบุญให้พระดีกว่า ทำบุญให้พวกผู้ชายบ้างก็ดี ไอ้เพศนี้จะได้ไม่ต้องมาจองเวรกับฉันอีก


ฉันจึงได้ไปวัดแถวนั้น ชื่อวัดพระธาตุนารายณ์เจงเวง ที่น่าจะเป็น landmark ของที่นี่คือ ปราสาทหินที่เด่นตระหง่านกลางวัดพุทธ ดูจากงานแกะสลักไม่บอกก็รู้ว่าเป็นศาสนาฮินดูหากแต่เข้ารีตเป็นพุทธเรียบร้อยโรงเรียนสงฆ์ไปเสียแล้ว

พระที่นั่นเล่าให้ฟังว่า ปราสาทนี้มีชื่อว่า “ อรดีมายานารายณ์เจงเวง ” เพราะถูกสร้างขึ้นโดยผู้หญิง และเสร็จลุล่วงด้วยมารยาของพวกผู้หญิง

เรื่องราวคล้ายๆกับปราสาทพนมวันที่โคราชอยู่เหมือนกันว่า เมื่อตอนที่พระพุทธเจ้าปรินิพานใหม่ๆ พระมหากัสสปะพร้อมพระสงฆ์ 500 รูป ได้ออกเดินทางเพื่อนำกระดูกส่วนหน้าอกไปประดิษฐานที่ดอยภูกำพร้ากลางลำน้ำโขง ซึ่งต้องผ่านเมืองหนองหาน หรือ จังหวัดสกลนครในปัจจุบัน ชาวเมืองหนองหานคิดจะขอแบ่งชิ้นส่วนกระดูกมาประดิษฐานที่เมืองตนเองบ้าง เรื่องของสถานที่บรรจุกระดูกกลับเป็นเรื่องที่คิดไม่ตกว่าจะสร้างอุโมงค์ค์ที่ไหนเพื่อรองรับกระดูก เพราะความเห็นแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายชาย กับ ฝ่ายหญิง

พระยาสุวรรณภิงคาร เจ้าเมือง เป็นผู้นำฝ่ายชายที่อยากสร้างอุโมงค์ที่ดอยคูหา ซึ่งเป็นแท่นบัลลังค์ที่พระพุทธเจ้าเคยบรรทมครั้งเมื่อเสด็จมาหนองหาน

ฝ่ายหญิงนำด้วย พระนางนารายณ์เจงเวง มเหสีพระยาสุวรรณภิงคาร ที่ต้องการสร้างอุโมงค์ไว้ที่สวนอุทยานเจงเวง ทั้ง2ฝ่ายจึงท้าทายแข่งกันก่ออุโมงค์คอยขบวนพระสงฆ์ผ่านเพื่อขอแบ่งกระดูก โดยกำหนด 1 วัน 1 คืน ตั้งแต่เช้ามืดจนถึงดาวเพ็ก ( ดาวประกายพรึก )ขึ้นของวันถัดมา

กล่าวกันว่า บรรดาหนุ่มๆต่างมาช่วยผู้หญิงสร้างเพราะอยากใกล้ชิดผู้หญิง อีกทั้งพระนางได้ส่งผู้หญิงจำนวนหนึ่งไปยั่วยวนผู้ชายให้หยุดก่อสร้างมาชื่นชมนาง

หลังจากนั้นพระนางสั่งให้บ่าวเอาโคมไฟผูกกับเสาสูงเพื่อให้เกิดแสงสว่างโดยทั่ว ฝ่ายผู้ชายเห็นแสงไฟนึกว่าดาวประกายพรึกออกแล้วจึงหยุดก่อสร้างที่ก่อได้เพียงขื่อ แต่บ้างก็ว่าเป็นเพราะความจงใจของพระนางที่ต้องการหลอกพวกผู้ชายว่าใกล้ถึงรุ่งเช้าแล้ว สรุปว่าผู้หญิงสร้างเสร็จสมบูรณ์ตามเวลาที่กำหนดขณะที่ผู้ชายทำไม่ได้ เมื่อขบวนสงฆ์ผ่านเมืองหนองหาน ชาวเมืองจึงได้ขอแบ่งกระดูก แต่พระมหากัสสปะไม่อนุญาตเพราะว่า พระพุทธเจ้าประสงค์ให้นำไปไว้ที่ดอยภูกำพร้า จึงให้พระอรหันต์กลับไปที่เอาถ่านไฟกับพระอังคารมา 3 ทะนาน

พระยังบอกอีกว่า ที่ชื่อนารายณ์ เพราะ ชายหญิงต่างมีมือ 2 ข้างเท่ากันทำอะไรย่อมสู้กันได้ มีแต่พระนารายณ์ที่มีมือมากกว่า2ข้าง ที่มีพละกำลังมากกว่า …ต๊าย ! เข้าใจคิด

ฉันเดินไปดูรอบๆ เห็นทับหลังมีรูปผู้หญิงดูสูงศักดิ์สลักอยู่ในซุ้มด้วย แต่ก็บอกไม่ได้ว่า พระนางนารายณ์เจงเวงหรือเปล่า คนที่ไม่รู้ประวัติศาสตร์ศิลป์รวมไปถึงรากเหง้าตนเองอย่างฉันจะไปบอกอะไรได้ว่าคือรูปใคร

แต่ดูๆไปแล้วคนสร้างคงไม่จงใจไว้เก็บอะไรเกี่ยวกับพุทธศาสนาเท่าไรหรอก เพราะน่าจะเป็นศาสนสถานทางฮินดู เพียงถูกจับบวชห่มผ้าเหลืองเสียให้เข้ากับบริบทรอบข้างมากกว่า

นารายณ์เจงเวง น่าจะแปลว่า พระนารายณ์ขายาวในภาษาเขมร เพราะ “เจง” แปลว่ายาว “เวง” เปลว่า ตีนหรือขา ปราสาทนี้จึงน่าจะถูกสร้างเพื่อระลึกถึงปกรณัมตอนหนึ่งที่พระนารายณ์อวตารมาก้าวย่าง 3 ก้าว เหยียบไปถึง 3 โลก คือ โลกบาดาล โลกมนุษย์ โลกสวรรค์ เพื่อปราบอสูรเมื่อ

เมื่อพุทธศาสนาเข้ามา เทวสถานจึงถูกดัดแปลงให้เป็นพุทธสถานด้วย “ เรื่องเล่า ” ซึ่งเห็นได้ทั่วไปตามโบราณสถาน

เหมือนที่คั้งหนึ่งศาสนาฮินดูเข้ามาในพื้นที่นี้แล้วก็ทำให้ศาสนาดั้งเดิมที่ผู้หญิงเป็นเจ้า ถูกปลุกปล้ำทำเมียกลายเป็นมเหสีรับใช้เทวดาฮินดู อย่างเรื่องเล่าที่นางนาค “ โสมา ” กายนางเปลือยเปล่ามีแต่ทางมะพร้าวห่มร่าง เป็นเจ้าปกครองอุษาคเนย์ เมื่อรบแพ้พราหมณ์โกณฑิยยะจากชมพูทวีป นางจึงตกเป็นเมียพราหมณ์และได้รับเสื้อผ้าจากสามี
นึกถึงแล้วก็เหมือนพระธาตุนารายณ์เจงเวงที่เขาเอาจีวรมาพันรอบปราสาทไม่มีผิด

แต่อย่างน้อยในนิทานเรื่องนี้ ผู้หญิงก็ชนะผู้ชายอยู่บ้าง แม้จะเป็นชัยชนะเพื่อศาสนาผู้ชาย ( ศาสนาพุทธ ) ก็ตาม ซึ่งชนะได้เพราะมีเสน่ห์ จริตมารยาและปัญญาเป็นศาตรา ก็ในเมื่อผู้ชายเชื่อว่ามีร่างกายใหญ่โต พละกำลัง ความแข็งแกร่งมากมาย สามารถประกาศอำนาจความเป็นชายด้วยความรุนแรง ความหยาบกักขฬะความดิบเถื่อนอันเป็นอาวุธประจำเพศ ผู้หญิงจึงใช้ร่างกายตนเองในการประกาศอำนาจบ้างจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะไม่รู้จะเอาอะไรไปต่อกรกับผู้ชายอกสามศอกนอกจากคุณสมบัติที่ถูกยัดเยียดให้มี

เรื่องนี้พระพยายามสอนให้ฉันรู้ว่าสตรีมีมารยาสาไถเป็นภัยต่อบุรุษ แต่ไม่ยักสะท้อนให้เห็นถึงความฉลาดน้อยของบุรุษที่ยังจะไม่รู้จักมีมารยาสาไถ ก็เป็นภัยให้ตัวเองเช่นกัน

คุณูปการของโต๊ะอาหาร

ท่ามกลางเสียงอื้ออึงดังระงมของอึ่งอ่างในสวนหน้าบ้านยามค่ำคืนหลังสายฝน ลมเย็นชื้นโชยผ่านยังปลายเท้าฉันอย่างแผ่วเบา ขณะที่กำลังก้มๆเงยๆนั่งเขียนบทความอยู่ตามลำพัง ใต้โคมไฟที่ยังคงไสวเพียงดวงเดียวกลางดึก ช่วยให้รอบกายแลดูมืดขึ้นมาถนัด แสงสีนวลตาสาดตรงมายังกลางโต๊ะไม้วงรีขนาดใหญ่ที่พะเนินไปด้วยหนังสือ พจนานุกรม กระจัดกระจายด้วยเอกสาร ยางลบ ดินสอ กระดาษ ไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา ก่อนที่ทุกคนจะหลับใหลกันหมด มันเป็นโต๊ะที่อวลฟุ้งด้วยกลิ่นของน้ำพริก กรุ่นไออุ่นข้าวเพิ่งสุกใหม่ ละลานตาด้วยกับแกงหลากสีหลายรส และอึงมี่นี่นันด้วยเสียงของพ่อแม่ลูก ประชันเสียงฝนที่โยนตัวปะทะพื้นคอนกรีต


ทุกๆมื้อเย็น พ่อแม่และพี่ชายฉันจะมารวมตัวกันยังโต๊ะอาหารอย่างพร้อมเพรียง ทุกคนต่างหอบเรื่องราวนอกบ้านที่ผ่านมาทั้งวันมาเล่าสู่กันฟัง แลกเปลี่ยน นินทา บางทีก็หยิบมาเป็นประเด็นทะเลาะถกเถียงกัน บางครั้งคราวที่จะไม่ค่อยได้พูดคุยกันระหว่างมื้อเพราะยกสำรับมากินหน้าโทรทัศน์กัน แต่โต๊ะอาหารก็ไม่เคยว่างเว้นจากกลิ่นข้าวสวย คราบกรังของน้ำพริกน้ำแกง รอยน้ำเป็นวงกลมจากก้นแก้ว และเสียงพูดคุย ฉันจึงได้ทำความรู้จัก นิสัยใจคอเพื่อนแม่ ลูกน้องพ่อ เจ้านายพี่ ใครต่อใครมากมาย ไปจนถึงสภาพสังคม การเมือง จราจร สถานที่ต่างๆ และเรียนรู้หลักการวางตัวเพื่อไม่ให้เป็นขี้ปากให้นินทาบนโต๊ะอาหารของคนอื่น


โต๊ะอาหารของฉันจึงเป็นโรงเรียนเล็กๆที่สอนวิชา สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตและสร้างเสริมลักษณะนิสัย


สำหรับเรื่องกินแล้ว ครอบครัวฉันถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ ฉันว่าครอบครัวคนอื่นก็คงเหมือนกัน เพราะถึงวันอาทิตย์ วันหยุดราชการทีไร ตามห้างสรรพสินค้าเนืองแน่นไปด้วยพ่อแม่จูงลูกอุ้มหลานยืนต่อคิวหน้าร้านอาหาร ที่บ้านฉันก็เช่นกันยิ่งพอเป็นวันเกิดใคร ครบรอบอะไร หรือฉลองเนื่องในโอกาสใด ก็มักป้วนเปี้ยนอยู่แต่เรื่องกินดื่มทั้งนั้น ไม่ยกโขยงไปกินข้าวนอกบ้านก็ซื้ออะไรอร่อยๆที่ไม่ได้กินกันบ่อยเข้ามากินในบ้าน แต่ไม่เคยฉลองอะไรด้วยการไดหญ้า ขัดส้วม ล้างรถ ตีปิงปอง หรือ ร่วมฟังเสวนาวอชาการตามมหาวิทยาลัย แต่เรื่องกินกลับเป็นเรื่องอันดับต้นๆของสมาชิกในครอบครัวที่นึกถึง เวลาต้องการสร้างความทรงจำร่วมกัน หรือ เพื่อบอกถึงระบบความสัมพันธ์ที่ดำรงอยู่


เวลากลับบ้านต่างจังหวัดญาติฉันก็จะมานั่งกินข้าวล้อมสำรับอาหารที่ปูบนกระดาษหนังสือพิมพ์กันเป็นวงกลม ต่างคนถือจานข้าวของตัวเอง จึงไม่มีใครอยู่หัวหรือท้าย ทั้งหัวหงอกหัวดำหัวโล้น ไปจนถึงหัวแกละหัวจุกนั่งรวมกันไปหมด


...การกินจึงกลายเป็นกลไกสร้างเสถียรภาพให้กับสถาบันครอบครัวโดยบัดดล...


ฉันท่องจำมาตลอดตั้งแต่ชั้นประถมแล้วว่าคำว่าครอบครัว ในภาษาอังกฤษคือ family คำๆนี้เริ่มใช้ในช่วงจักรวรรดิโรมัน ซึ่งเป็นคำเดียวกับคำที่มาจากคำละตินที่แปลว่า ทาสจำนวนมากมายที่อยู่ใต้การดูแลของผู้ชายเพียงคนเดียว Familia ซึ่งเป็นคำเรียกกลุ่มสังคมแบบใหม่ในสมัยโรมันที่ ผู้ชายเป็นจ่าฝูง แล้วมีเมียและลูกรวมไปถึงทาส อยู่ใต้การบังคับบัญชา


สถาบันครอบครัวเป็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่มีพ่อแม่ลูก ซึ่งเกิดขึ้นมาในสมัยโรมันที่ผู้ชายมีอำนาจมากกว่าผู้หญิงหลังจากที่ผู้ชายรู้ว่าการที่เอาจู๋ไปจิ้มจิ๋มนั้นก่อให้เกิดสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ ผู้ชายจึงเข้าครอบครองผู้หญิงให้เป็นสมบัติของตนเชียวเดียวกับเด็กที่เกิดออกมา เพราะถือว่าเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญในการดำรงชีพ


บรื๋ออส์!!! สถาบันfamily น่ากลัวจริงๆ


แม้จะมีบางคนหัวใสพยายามสร้างความหมายใหม่ให้กับ family โดยบอกว่าเป็นอักษรย่อจาก ประโยค Father And Mother, I Love You. อุแม้เจ้า ! ฟังดูแล้วอบอุ่น กรุ่นไอรัก พร้อมหน้าพร้อมตา ชวนให้อยากมีครอบครัวตามไปด้วย แต่มันก็เป็นเพียงค่านิยมของสังคมเมือง มีนัยยะครอบครัวเดียว และปราศจากการนิยาม ตัวตนของเด็กกำพร้าพ่อ พ่อหม้ายลูกติด คุณแม่ยังโสด คู่ผัวตัวเมียที่ใครสักคนเป็นหมัน รวมไปจนถึงคู่รักเพศเดียวกัน ฉันเดาว่าคนคิดคงได้รับอิทธิพลหลังการเกิด องค์กร NATO OPEC AFTA UN มาแล้ว จนสถาบัน family มีที่มาคล้ายๆ OTOP พิกล


แต่สำหรับภาษาไทยแล้ว คำว่าครอบครัว ดูเหมือนว่าจะพิสมัยแต่เรื่องอาหารการกินเป็นพิเศษ แม้แต่คำว่า “ครอบครัว” “ครัวเรือน” ก็วนเวียนไปมาในห้องครัว การประกอบอาหาร


ทุกมื้อเย็นที่เราประจำที่โต๊ะกับข้าว ภาพที่ฉันเห็นจนชินตาคือพ่อจะเป็นผู้นั่งเก้าอี้หัวโต๊ะเสมอ ส่วนเก้าอี้ที่เหลือแม่ พี่และฉันเลือกนั่งกันเองแล้วแต่สะดวก คล้ายกับเป็นวัฒนธรรมย่อยๆในครอบครัวที่ยึดถือกันมาตั้งแต่ฉันจำความได้ มีอยู่วันหนึ่ง สมัยเรียนประถม 3 – 4 เห็นจะได้ ฉันลองไปนั่งที่หัวโต๊ะดูบ้าง อยากรู้จังว่าถ้ามองจากมุมนั้นอาหารมันจะน่ากินสักแค่ไหน แต่ไม่ทันได้กินอะไร ก็โดนแม่ไล่ให้ไปนั่งเก้าอี้อื่นเสียก่อน ด้วยเหตุผลที่ว่าพ่อเป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นเสาหลักหาเลี้ยงสมาชิกในครอบครัวมีกินมีดื่มได้ทุกวันนี้ ควรนั่งหัวโต๊ะ หลังจากนั้นทุกครั้งที่ทานข้าวร่วมกัน ฉันจึงไม่คิดที่จะนั่งหัวโต๊ะอาหารอีกเลย ปล่อยให้เก้าอี้หัวโต๊ะกับข้าวนั้นเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ประจำตำแหน่งผู้นำครอบครัวไป


มิน่าล่ะ การกินจึงมีความสำคัญต่อสถาบันครอบครัว เพราะมันจะค่อยๆสร้างสำนึกของสมาชิกในสังคมละนิดทีละมื้อ ให้สำเหนียกฐานะของตนบนสังคมชนชั้นและระบบอาวุโสนิยมอันเป็นโครงสร้างของสังคม


ตามบันทึกของชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้กล่าวถึงวัฒนธรรมการกินของชาวสยามไว้ว่า โดยปรกติหัวหน้าครอบครัวคนที่เป็นพ่อหรือผัวจะกินก่อนเพียงลำพัง พออิ่มแล้วเมียจะเข้ามานั่งกิน หลังจากกินเสร็จพวกลูกๆ10-15 คน จะตามมากินทีหลัง หลังจากนั้นบ่าวไพร่จะเก็บส่วนที่เหลือไปกิน ซึ่งน่าจะเป็นสังคมของผู้ดีมีฐานะมีลูกมากและทาสรับใช้ไว้ปกครอง


แต่สภาพสังคมที่เปลี่ยนไปเช่นเดียวกับวัฒนธรรมการเป็นอยู่ ยิ่งในสังคมเมืองที่ต้องเร่งรีบ ใช้ชีวิตภายใต้อิทธิพลวัฒนธรรมตะวันตก ลำดับก่อนหลังในการกินที่เรียงตามอาวุโสจึงเป็นวัฒนธรรมที่ไม่เข้ากับบริบทสังคมเมือง


เมื่ออิทธิพลสมัยใหม่นิยมจากตะวันตกเข้ามา สังคมเมืองเริ่มเป็นครอบครัวเดียวกันมากขึ้น มีระบบกฎหมายเป็นผัวเดียวเมียเดียว ยิ่งไม่ได้มีพื้นฐานการผลิตแบบเกษตรกรรม ลูกหลานก็ไม่มากอย่างในอดีต การรู้จักมักคุ้นกับญาติผู้ใหญ่น้อยลง พบปะกันน้อยครั้ง สำหรับครอบครัวฉันปีละครั้งเห็นจะได้ หากมากกว่านั้นก็ จะเจอในงานศพ หรือ งานแต่ง มากกว่า


ความเข้มข้นของระบบอาวุโสนิยมและอำนาจของหัวหน้าครอบครัว จึงเข้มข้นไม่เท่ากับสังคมชนบท เพราะวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาแทนที่


แต่ฉันเห็นว่าไม่น่ากังวลอะไร เพราะตะวันตกก็ยังมีโต๊ะอาหารและวัฒนธรรมการนั่งหัวโต๊ะ ที่เป็นเครื่องมือรักษาความมั่นคงให้กับระบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจของหน่วยเล็กของสังคมโดยเฉพาะสังคมเมือง ให้สมาชิกในสังคมยอมรับถึงความแตกต่างของคุณค่าความเป็นคน เพื่อเตรียมพร้อมที่จะขับเคลื่อน ความไม่เท่าเทียมกันของมนุษย์ การใช้อำนาจ บนสังคมกระฎุมพีสืบไป