วันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2551

กรุงเทพ ... city of angel


วันก่อนฉันเปิดโทรทัศน์ดูฆ่าเวลาเห็นโฆษณาผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม หญิงสาวต่างจังหวัด 2นางในทุ่งทานตะวัน ระริกระรื่นแกมริษยาเพื่อนสาวตนเองที่อยู่ดีๆก็มีหนุ่มกรุงเทพมาของถ่ายรูป เพียงเพราะผมสวยดึงดูดตาหนุ่มเมืองหลวง ซึ่งเจ้าของผมสลวยหันไปให้เหตุผลกับเพื่อนที่ตาร้อนผ่าวว่า “ใช้ทุกครั้งหลังสระ” ชวนให้นึกถึงโฆษณาผลิตภัณฑ์ประทินหนังหน้ายี่ห้อหนึ่งที่ทำให้ “ หน้าขาว เหมือนสาวกรุงเทพ ” ซึ่งตอนนี้เปลี่ยนคอนเซปต์เป็น หน้าขาวแล้วได้พบรักแท้ ที่เนรมิตให้นางเอกโฆษณาอาชีพแม่ค้าขายดอกไม้หน้าดำเป็นเหนี่ยง ให้หน้าขาวใสขึ้นภายใน 7 วันมิผัดผ่อน จนแฟนเก่า( ว่าที่ผัวชาวบ้าน ) กลับมารักดังเดิม
ฉันได้แต่พลอยยินดีปรีดาไปกับเจ้าหล่อน อยู่หน้าโทรทัศน์ ไม่ว่าจะเป็นเด็กบ้านนอกใช้ทุกครั้งหลังสระ แม่เจ้าสาวถ่านไฟเก่า รวมไปถึงยัยต่างจังหวัดหน้ากากกทม. ที่ต่างพยายามยกระดับตนเองได้ด้วยสีผิวและเส้นผม
ฉันรู้สึกมุทิตาไปกับพวกเธอโดยเฉพาะสาวต่างจังหวัด 2 นาง ที่ชักจะเริ่มเข้าถึง ” ความเป็นกรุงเทพ ” ทุกที โดยไม่ต้องพึ่งภูมิลำเนา หรือ การย้ายถิ่นฐาน อย่างน้อยก็ทำให้คนในละแวกเดียวกันเข้าใจผิดว่าเธอเป็นคนกรุงเทพ
เพราะ คนกรุงเทพ และ เสมือนคนกรุงเทพ มันช่างน่าพิสมัยหอมหวนชวนให้ใครต่างก็อยากได้และอยากเป็นกันนัก เหมือนที่ครอบครัวฉันย้ายสำมโนครัว ตามกลิ่นท่อไอเสียและลำคลองดำปี๋มาถึงถึงที่นี่
กรุงเทพเปรียบเสมือนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของคนต่างจังหวัด เสมือนดินแดนแห่งพันธะสัญญาของชาวยิว ประหนึ่งเมกกะของมุสลิม จะไม่ให้ศักดิ์สิทธิ์ได้ไงล่ะ แค่ชื่อว่ากรุงเทพก็บอกแล้วว่าเป็นที่สถิตของเทวดานางฟ้า ไม่ใช่เมืองที่ผีเปรตเจตภูตที่ไหน เมืองอื่นจังหวัดอื่นจึงมีความหมายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนให้ผีป่านางไม้สิงสู่กันไป ( alienatization / demonization )
พูดถึงกรุงเทพ มักนึกถึงเมืองฟ้าแดนอมรที่ขวักไขว่ไปด้วยเทวดานางฟ้าชนชั้นกลางหน้านวลๆ มีพิมานคอนโดก็สูงเสียบฟ้า ทำงานในออฟฟิศ ทำงานเช้าเลิกงานเย็น จะเอาเวลาไหนไปโดนแดด ไวเทนนิ่งก็หาซื้อง่ายกว่า อำนาจการซื้อก็มากกว่า โอกาสขาวจึงมากกว่าคนต่างจังหวัดที่ต้องทำไร่ไถนาเลี้ยงหมูดูหมาอยู่ต่างจังหวัด โดยไม่ต้องสงสัย
ยังจำได้เลยว่าวันที่ป้าแก่ๆข้างบ้านเข้ามาทักฉันตอนกลับบ้านต่างจังหวัดว่าผิวฉันขาวสวยดี สงสัยวันๆอยู่แต่ในห้องแอร์ ไม่โดนแดดผิวเลยขาว ผิดกับป้าที่นับวันผิวยิ่งจะเข้มกว่าพื้นดินที่ป้าใช้ปลูกข้าวเสียอีก ฟังดูออกจะเป็นตรรกะที่พิลึกสักหน่อยแต่มันก็เป็นความจริง
เพราะพื้นฐานการผลิตที่แตกต่างกันไม่เพียงจะทำให้คนเราแตกต่างกันเรื่องชนชั้น แต่ยังทำให้เรามีสีผิวคนคนละเฉดกัน
หลายคนพยายามบอกว่า ที่คนไทยอยากขาวเป็นเพราะผลจากแนวคิด modernism และอิทธิพลของจักรวรรดินิยม ทำให้คนไทยมองว่า คนตะวันตกมันช่างเจริญ ศิวิไลซ์ สวยงาม ไม่ว่าจะเป็นความคิด ความรู้ วิถีชีวิต สิ่งก่อสร้าง รวมไปถึงสีผิว การที่คนอยากมีผิวขาว ถูกอธิบายว่าเป็นการล่าอาณานิคมทางวัฒนธรรมของชาวตะวันตก ที่ทำให้คนไทยอยากเป็นเหมือนฝรั่งมั่งค่า เป็นการครอบงำความคิดคนตะวันออกให้มีความคิดแบบตะวันตก
เอาเข้าจริง การแบ่งโลกออกเป็นตะวันออกกับตะวันตก ก็เป็นแนวคิดของชาวตะวันตกสร้างขึ้นมา เลยไม่รู้ว่าใครตามใครกันแน่
การครอบงำทางวัฒนธรรม ความคิด มันมีทุกที่ไม่ว่าจะในซีกโลกไหน หรือในรัฐไหนก็ตาม การที่ให้ผู้หญิงบ้านนอกหน้าขาวเหมือนคนกรุงเทพ ก็เป็นการครอบงำทางวัฒนธรรมและความคิดเหมือนกัน ซึ่งมันก็มีมานานแล้ว มีมานานเหมือนกับการปกครองแบบmonarchy
ในสมัยที่เกิดการปกครองแบบรวมอำนาจต่างๆกระจุกอยู่ที่กรุงเทพ สมมุติเทพในกรุงเทพพยายามให้สยามเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ ( Nation-state ) ที่มีพระนครเป็นศูนย์กลางอำนาจ และเหตุประการฉะนี้สถานศึกษาอย่างโรงเรียนจึงเกิดขึ้นเพื่อกลืนกลายวัฒนธรรมท้องถิ่นให้เหมือนกับของกรุงเทพไปหมด ทั้งภาษา วัฒนธรรม ความคิด อุดมการณ์ เพื่อให้ง่ายต่อการปกครอง ไม่มีใครคิดต่างทำต่าง ไม่ก่อกบฏ หรือ ส่องสุมโค่นล้มอำนาจ ( ด้วยเหตุนี้แหละที่ผลักดันให้มีการเลิกทาสขึ้น คนทุกคนกลายเป็นประชาชนของรัฐ และจะได้ไม่มีใครกระด้างกระเดื่องส่องสุมกำลัง แรงงาน )
ไม่ใช่แค่ภาษา วัฒนธรรม อุดมการณ์ ความสวยความงามก็กลายเป็นสิ่งหนึ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงตามตามรสนิยมของศูนย์กลางทั้งเสื้อผ้าหน้าผม ตกเป็นภาระของสาวต่างจังหวัดที่ต้องผมสวยผิวขาวเหมือนไม่ได้หลังสู้ฟ้าหน้าสู่ดิน เพื่อเปลี่ยนผ่านชนชั้นทางสังคมและเป็นพลเมืองชั้นหนึ่งอย่างที่เทวดาใต้ร่มตึกคอนกรีตปรารถนา
ทั้งที่คนกรุงเทพก็เป็นคนต่างจังหวัดของคนในจังหวัดอื่นๆ แต่กลับไม่เคยเรียกผู้ชายกรุงเทพว่า “ หนุ่มต่างจังหวัด ” หนำซ้ำกลับเรียนตัวเองด้วยว่าคนต่างจังหวัดเสียอีก ความใช่คนกรุงและไม่ใช่จึงเป็นสำนึกที่เข้าทลายตัวตนของคนบนพื้นที่อื่นจนมองไม่เห็นจุดยืน เป็นสำนึกของตัวตนที่ถูกตีให้แตกกระจุยโดยสำนึกของศูนย์อำนาจ เหมือนที่คนต่างจังหวัดเป็นผู้ผลิตที่สำคัญทว่าไม่เคยได้ครอบครองการผลิตสักที เป็นการทำลายสำนึกเกี่ยวกับตนเองในการเป็นหนึ่งเดียวกับสังคมโดยรวม เหมือนประเทศอาณานิคมที่ถูกจักรวรรดินิยมตะวันตกแบ่งแยกและปกครอง
ในสายตาของคนกรุงเทพ คนต่างจังหวัดหน้าตาเหมือนกันไปหมด แถมใสซื่อบริสุทธิ์ไร้เดียงสาน่าเอ็นดูระคนสงสารทว่าไม่ปลอดภัยอยู่ในที ไม่ต่างไปจากสายตาของนักล่าอาณานิคมผิวขาวที่มองคนในประเทศในอาณัติ
แม้บางครั้งเกิดใจดีอยากอนุรักษ์ตัวตนและวัฒนธรรมท้องถิ่นไม่ให้สูญพันธุ์ จึงตบแต่งมันเสียใหม่ให้เป็นสินค้าดึงดูดนักท่องเที่ยวระดับชนชั้นกลางขึ้นไป ผู้ปรารถนาหนีออกจากความวุ่นวายในตัวเมืองและเหนื่อยหน่ายกับงานออฟฟิศที่จำเจ กลายเป็นวัฒนธรรมประดิษฐ์ที่ถูกจริตคนกรุงเทพอย่างที่สุด
วัฒนธรรมท้องถิ่นจึงถูกกลืนกลายโดยวัฒนธรรมกรุงเทพที่ประทานมาจากอมรเมืองฟ้าแล้วสถาปนาเป็นวัฒนธรรมประจำรัฐชาติใหม่ แม้แต่ภาษาไทยที่เราอ่านอยู่ที่ฉันเขียนอยู่มันก็เป็นภาษากรุงเทพไม่ใช่ภาษาท้องถิ่น เพราะฉะนั้นอย่าไปว่าใครเขาเลย ฉันเองก็ไปครอบงำวัฒนธรรมชาวบ้านเหมือนกัน

อยากสวย


ขณะที่นอนเอกเขนกบนพื้นไม้รับลมแผ่วๆทีแหวกม่านลูกไม้ให้ไหวกระพือเบาๆเข้ามาในห้อง หอบเอากลิ่นแดดยามบ่ายแก่ๆของวันอาทิตย์อันแสนขี้เกียจ ฉันค่อยๆเงี่ยหูฟังเสียงเพลงของ ฉันทนา กิติยาพันธ์ แว่วดังมาจากบ้านข้างๆพร้อมกลับสายลมอุ่น ตอนแรกนึกว่าเสียงของนกสาลิกาที่ไหน

...ไม่มีใครรักคนที่ไม่งาม รูปกายเราทรามไม่สวยเหมือนใคร…

รู้สึกจึ๊ดๆที่หัวใจชอบกลตั้งแต่ได้ยินเนื้อร้อง ฉันหันขวับไปมองตัวเองในกระจก นึกอัศจรรย์ใจที่ชาตินี้ครั้งหนึ่งเคยมีแฟนเป็นผู้เป็นคนกับเขาสักที สมควรอย่างยิ่งที่จะบรรจุฉันลงในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกสมัยกลียุค หน้าตาแบบนี้ตอนแรกก็คิดว่าดูสวยมาตลอด แต่พอโตขึ้น ดูโทรทัศน์มากขึ้น อ่านนิตยสารมากขึ้น ออกไปพบปะกับผู้คนมากขึ้น ฉันจึงรู้ว่าตนเองไม่ได้สวยสละอย่างที่เข้าใจ ( ผิด ) เลยสักนิด


ฉันผละจากกระจกตัวร้ายหันไปคว้านิตยสารข้างกาย เปิดไปหน้าแฟชั่นเซทชุดว่ายน้ำ มองผ่านๆนึกว่าคอมพิวเตอร์กราฟฟิค ให้นางแบบคนเดียวกันมีหลายอากัปในฉากเดียวกัน ที่ไหนได้ในเซทนี้มีนางแบบประมาณ 7-8 นางเพียงแต่รูปร่างหน้าตาเหมือนกันไปหมดอย่างกะเฟรนชาย ดูเจ้าหล่อนแต่ละนางสิ ต่างก็มีดั้งเป็นสัน ผมไม่แตกปลาย ร่างระหง นมทะลัก ผิวขาวใส รักแร้เกลี้ยงเกลา ศอกเข่าไม่ด้านดำ ขาไม่ลาย พุงไม่แตกลายงา แถมตีนก็ไม่สาก

...ถูกคนสวยเยาะเราให้เจ็บใจ ผิดแปลกคนไปอย่างไรหรือเรา…

ชิส์... ทำไมฉันไม่สวยเหมือนนังพวกนี้บ้างนะ แม่จะแรดทั้งวันทั้งคืน นอนบ้านคนนั้นคนนี้ ไม่นอนอุตุอยู่บ้านตัวเองในวันหยุดอย่างนี้หรอก
แต่ใครบางล่ะไม่อยากสวย ( ถ้าไม่นับพวกที่สวยอยู่แล้ว ) แต่ในเมื่อความสวยถอดมาจากแท่นพิมพ์เดียวกันเป๊ะ แต่คนอยากสวยดันเกิดออกมาจากคนละแท่นพิมพ์ คนละท้องพ่อท้องแม่ โคตรพ่อโคตรแม่ใครหน้าตายังไงเราก็หน้าตายังงั้น คนสวยจึงเป็นเรื่องของโชคชะตา กรรมเวรไป เหมือนที่ยายฉันบอกว่า คนที่เกิดมาสวยเป็นเพราะชาติที่แล้วทำบุญด้วยดอกไม้ ถ้ามันเป็นอย่างนั้นได้จริง ชาตินี้ฉันคงต้องสร้างวนอุทยานถวายวัดสะแล้ว ชาติหน้าจะได้เกิดมาสวย แค่ดอกไม้คงไม่พอ


ในโฆษณาหลายต่อหลายชิ้นที่ฉันเห็น ผู้หญิงสวยอย่างที่เค้าว่ากันต่างมัดใจชายได้อยู่หมัด ด้วยมนต์สเน่ห์รักแร้เกลี้ยงเกลา หน้าขาวใสไร้สิว ผมสลวยจับประกายนีออนของหล่อน ทำเอาหนุ่มหล่อทั้งหลายหลงใหลได้ปลื้มมาคอยปรนนิบัติพัดวี ไม่ก็มาเล้าหลือ ยอมตกเป็นเบี้ยล่าง ช่างเป็นสภาวการณ์ที่บรรดาๆสาวเล็กสาวใหญ่ สาวครึ่งๆกลางๆ ซึ่งรวมถึงสาวไม่สวยอย่างฉัน ต้องการให้เสียเหลือเกิน

...ถูกชิงชังไม่สวยดั่งใครเขาซ้ำตัวเราถูกคนหยามเหยียด …


ความสวยพูดง่ายๆก็คืออำนาจดีๆนี่เอง ที่ใครๆต่างก็ไขว่คว้าให้ได้มันมาครอบครอง ใครบ้างล่ะไม่อยากให้ชายหนุ่มรูปงามมาตกต้องเสน่หา คอยพะเน้าพะนอ คลอเคลีย จะได้ไม่ต้องคอยซักผ้ารีดผ้า ทำกับข้าว ล้างแก้วล้างจานให้เหนื่อยกาย
เพราะลึกๆฉันแค่อยากจะมีผู้ชายมาคอยปรนนิบัติรับใช้ ( สักที ) ความสวยจึงกลายเป็นอำนาจบางอย่างที่ฉันอาจใช้ต่อรองให้บรรดาหนุ่มยอมทำตามความต้องการ


หากแต่รูปร่างหน้าตาของฉันมันไม่ใช่บ่อเกิดอำนาจเลยสักนิด ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไม หางตาตกบนหน้าเขรอะๆ พุงโรตัวเตี้ยน่องทู่แบบฉันถึงเรียกว่าขี้เหร่ แล้วยัยแห้งผิวซีดในนิตยสารนั่นกลับเรียกว่าสวย
แต่อย่างไรก็ตาม“ ทำไมอย่างนั้นถึงเรียกว่าสวย ” ก็ไม่เคยมีใครเฉลยเหมือนกับ ” ทำอย่างไรถึงจะสวยเหมือนอย่างนั้น ” ซึ่งเป็นคำถามที่ดังกว่า
และพอดีใจร้อนอยากสวยชาตินี้ ฉันจึงกวาดซื้อ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวประทินผม สถานเสริมความงาม อุตสาหกรรมของศัลยแพทย์ ยันไปถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ดังๆ มาถวายตัวเอง เพราะถ้ามัวแต่ซื้อดอกไม้ถวายวัด ลึกๆแล้วก็ไม่อาจมั่นใจว่าชาติหน้าจะได้เสวยชาติเป็นมนุษย์กับเขาไหม


แม้จะรู้แจ้งแก่ใจว่าทำไมถึงสวย แต่ใช่ว่าจะเข้าได้ถึง เพราะ La Mer Dior Lancôme SK-II Estée Lauder La Prairie อะไรต่อมิอะไร รวมไปถึง ยันฮี ทั้งราคาและส่วนผสมผิดกับนางพญาหน้าเงือกที่ฉันใช้อยู่ชัดๆ เห็นทีความสวยจึงไม่ใช่เรื่องของอำนาจเพียวๆ แต่มีเรื่องชนชั้น ฐานะทางเศรษฐกิจพ่วงมาด้วย ความสวยความงามจึงเป็นเรื่องของคนมีอันจะกิน และเป็นเรื่องไกลตัวของคนหาเช้ากินค่ำ ( อย่าพูดเลย ชนชั้นกลางทำงานงกๆอย่างฉันก็ไขว้คว้าไม่ถึงเหมือนกัน ) “ เพราะฉันรวย ฉันจึงสวย ” จึงเป็นคำตอบชุดใหม่ของปริศนาทำอย่างไรถึงจะสวยสมเหตุสมผลกว่าถวายดอกไม้

...ยิ่งคิดยิ่งให้เกลียด เกลียด เกลี๊ยด เกลียด เกลียด...

เพราะเพียงแค่ซิลิโคนเล็กเท่ายางลบราคานับหมื่น ที่เพื่อนสาวฉันให้หมอศัลยกรรมยัดใส่จมูก ก็สามารถถีบตัวเองออกจากบ้านเกิดภูมิลำเนาตนเองที่ความเจริญและวิทยาศาสตร์เข้าไม่ถึง เต็มไปด้วยผีปอบและความกันดาร แถมบอกฐานะทางเศรษฐกิจนัยๆ ถึงอำนาจในการจับจ่ายที่คนใช้แรงงานไม่มีเท่า


ชาติพันธุ์และฐานะจึงเกี่ยวข้องกับความสวยความงามอย่างดิ้นไม่หลุด โดยเฉพาะชาติพันธุ์นี่แหละที่กำหนดว่าว่ารูปร่างหน้าตาแบบไหนสวยหรือไม่ ยิ่งชาติไหนเจริญมากกว่า ว่ากันว่าเป็นชาติที่มีวิวัฒนาการมากกว่า ย่อมดูดีกว่าบางชาติที่กำลังพัฒนา


ความสวยก็เหมือนความดีและความถูกผิด มันมาเกิดก่อนเรา และถูกกำหนดมาแล้วว่าควรเป็นแบบใด หน้าแบบไหนหุ่นแบบไหนเรียกว่าสวย นิตยสารที่มลังเมลืองไปด้วยนางแบบเฉิดฉาย ภาพตัวแทนของมนุษย์ที่ควรจะเป็น เหมือนหนังสือธรรมะที่บอกว่าคนดีควรจะเป็นอย่างไร เป็นความดีงามของรูปร่างใบหน้าที่ถูกนิยามความหมายจากสื่อ จากความคาดหวังของสังคม ให้มนุษย์ใฝ่ฝันถึงเรือนร่างรูปกายในอุดมคติ เหมือนโลกพระศรีอาริยะในหนังสือพระ


บรรดานางแบบ ดารา พรีเซนเตอร์โฆษณา ที่ฉันบรรจงกรีดนิ้วทีละหน้าหนังสือ พวกหล่อนไม่เพียงแต่โชคดีที่เกิดมาสวย พวกหล่อนยังมีอันจะกิน พอที่จะประคบประหงมผิวพรรณหน้าตา
เพราะความสวยอันเป็นยอดปรารถนาของฉันไม่ได้เกิดขึ้นมาโดดๆ หากแต่ถูกประกอบสร้างขึ้นมาจากกระบวนการชาตินิยม อุดมการณ์ชนชั้นวรรณะและชาติพันธุ์

...เกลี๊ยด เกลียด เกลียด เกลียด เกลียด เกลียด...

นางแบบในหนังสือเธอได้ใส่เสื้อผ้าที่ฉันอยากให้มันอยู่ตู้เสื้อผ้าบ้านฉันบ้าง พวกเธอสวมรองเท้าที่ฉันอยากใส่เดินเวลาช๊อปปิ้ง พวกเธอสามารถทำในสิ่งที่ฉันอยากทำแต่ทำไม่ได้ พวกเธอจึงเป็นภาพตัวแทนจิตนาการความปรารถนาของฉันที่ไม่เคยได้รับการตอบสนอง พวกเธอจึงเป็นภาพตัวแทนของมนุษย์ที่ควรจะเป็น มีในสิ่งที่คนอื่นอยากมี ได้ในสิ่งที่คนอื่นอยากได้ พวกเธอเหมือนเข้ามาเติมเต็มในสิ่งที่ฉันขาดไป ไม่แปลกและไม่ดูดัดจริตเลยหากดารางนายแบบนางแบบจะบอกว่าตัวเองเป็นคนของประชาชน เหมือนผู้แทนราษฎร แต่ต่างกันตรงที่ผู้แทนราษฎรไม่เคยสนองสิ่งที่ราษฎรต้องการ

...ฉันแสนเกลียดชังคนสวยทุกคน...

เมียงู


คงเป็นเพราะอากาศที่นับวันยิ่งทวีความร้อนยิ่งขึ้น จึงมีข่าวพิลึกพิลั่นออกมาให้เห็นแทบทุกฉบับหนังสือพิมพ์ ครั้งล่าสุด หนุ่มชาวอุดรธานีแต่งงานกับงูเหลือมเพศเมียที่พบกันในหนองน้ำขณะออกหาปลา


เรื่องเอางูมาทำเมียที่ฮือฮาตามหน้าหนังสือพิมพ์ที่ผ่านมา ไม่ใช่เรื่องตลก พิลึกกึกกือ วิปริตวิตถาร ปัญญาอ่อนสมองไหล หากแต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาช้านาน และเป็นเรื่องระดับมหภาค เป็นเรื่องการเมืองการรัฐไม่ใช่เรื่องของชาวบ้านร้านตลาดไร้ความรู้อย่างที่กระฏุมภีมีการศึกษาแบบตะวันตกเข้าใจกัน


เพราะเรื่องคนจับงูมาทำเมียมีมาเนิ่นนานตั้งแต่สมัยยังมีอาณาจักรอโยธยา ซึ่งกษัตริย์ในตอนต้นกรุงศรีอยุธยานั้น มีพิธีกรรมอย่างหนึ่งคือ “ พระราชพิธีเบาะพก” ที่พระมหากษัตริย์ในเวลานั้นต้องไปบรรทมกับ “ แม่หยัวพระพี่เจ้า ” ในเดือนมืดคืนแรม ซึ่งพระราชพิธีนี้ก็เป็นวัฒนธรรมที่ได้รับอิทธิพลมาจากเขมร ที่กษัตริย์เขมรต้องไปบรรทมกับนางงู กลางดึก ณ ยอดของประสาททองคำ ที่สถิตของพระภูมิเจ้าที่แห่งนคร ซึ่งเป็นภูติงู 9 เศียร ตามบันทึกของโจวต้ากวานที่ฟังมาจากคำล่ำลือของชาวบ้านนครธม ขณะที่เขาเข้ามาพร้อมกับราชทูตแห่งราชวงศ์หงวนเมื่อ ค.ศ. 1295 – 1296 กล่าวว่าทุกคืนภูติงู 9 เศียรจะกลายร่างเป็นผู้หญิงแล้วสมสู่กับกษัตริย์ทุกคืนก่อนที่จะไปบรรทมกับมเหสี มิฉะนั้นจะเกิดอาเพศแก่บ้านเมือง


การที่กษัตริย์อโยธยาไปบรรทมกับแม่หยัวพระพี่เจ้า คงชะรอยตามกษัตริย์เขมรที่ไปบรรทมกับนางงูทุกคืน หากแต่พระราชพิธีเบาะพกไม่ได้ประกอบทุกคืนเหมือนอย่างราชพิธีเขมร


ทั้งนี้ก็เพื่อความอยู่รอดของบ้านเมือง เป็นพิธีกรรมเพื่อความอุดมสมบูรณ์ และความมั่นคงของราชอาณาจักรล้วนๆ


ซึ่งชาวอโยธยาก็ยังเชื่อว่า พระร่วงที่คนไทยรู้จักกันดี ก็เป็นลูกที่เกิดจากมนุษย์สมสู่กับงูเช่นกัน จากคำให้การของชาวกรุงเก่าเล่าว่า พระเจ้าจันทราชา ผู้สร้างเมืองสุโขทัย ได้ประพาสป่าพบหญิงสาวงามนางหนึ่งจึงหลงรักแล้วทั้งคู่ก็สมพาสกัน เมื่อพระองค์ขอให้นางกลับวังไปอยู่ร่วมกันนางได้ปฎิเสธเพราะนางเป็นนางนาค เกรงว่าจะสร้างความเดือดร้อนให้คนในวัง เพราะถ้านางโมโหจะพ่นพิษใส่ตามวิสัยงู นางจึงหนีไปอยู่เมืองบาดาล ครั้นนางนาคตั้งครรภ์และถึงกำหนดนางจึงมาตกฟองที่ไร้อ้อยของ2ตายาย 2 ตายายเห็นก็นึกประหลาดจึงเก็บรักษาเอาไว้ที่เรือน เมื่อฟองแตกออกเป็นกุมารหน้าตาน่าเอ็นดูจึงเลี้ยงไว้เป็นบุตรบุญธรรม จวบเมื่ออายุได้ 15 ปี หน้าตางดงาม มีวาจาสิทธิ์ อานุภาพมหาศาล จึงตั้งชื่อให้ว่า พระร่วง กิติสัพท์เลื่องลือไปถึงหูพระเจ้าจันทราชา เมื่อพระราชาจึงเรียกตายายทั้ง 2 ถามไถ่ประวัติของพระร่วงก็เชื่ออย่างสนิทใจว่าต้องเป็นโอรสของตนกับนางนาคเป็นแน่แท้ จึง รับพระร่วงมาอยู่ด้วยแล้วพระราชทานทรัพย์ให้ 2 ตายายอย่างมหาศาล


เรื่องคนได้งูเป็นเมียนั้นเป็นเพียงเรื่องเล่าลือของชาวบ้านทั้งชาวนครธมและชาวกรุงเก่าซึ่งอาจเป็นเพียงพิธีกรรมลึกลับอย่างหนึ่งของชาวเขมรเกี่ยวกับนาคาคติ หรือการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนหนึ่งกับอีกชุมชนหนึ่งที่บูชางูเป็น totem ซึ่งกระจายตัวอยู่ตามอุษาคเนย์ ซึ่งด้วยเหตุนี้ข่าวของของหนุ่มชาวอีสานจะได้รับความสนใจข้ามฝั่งโขงไปยังประเทศลาว


เพราะสุวรรณภูมิมีความเคารพกราบไหว้งูกับเจ้าแม่ดินมาเนิ่นนาน ก่อนที่สุวรรณภูมิเวอร์ชั่นเทพเจ้าผู้ชายกวนเกษียรสมุทรจะถือกำเนิดขึ้นเสียอีก


แต่ถึงอย่างไรการมีความสัมพันธ์ระหว่างคนกับนางงูก็เป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับความยิ่งใหญ่และอำนาจของผู้ปกครองบ้านเมืองได้เป็นอย่างมีประสิทธิภาพ


แม้แต่ระบบการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจที่ดีดตัวเองและพยายามกลืนกลายระบบการปกครองท้องถิ่นที่มีมาแต่ดั้งเดิม ก็ยังให้เห็นความสัมพันธ์ของผู้ปกครองกับนาคได้เป็นอย่างดี เห็นได้จากสัญลักษณ์รูปครุฑของทางราชการที่รวมศูนย์ไว้ในเมืองหลวง ก็เหมือนจะสร้างความชอบธรรมเชิงสัญลักษณ์ ที่ให้ระบบศูนย์กลางจิกกินคนท้องถิ่นราวกับครุฑจับนาคกินตามอำเภอใจ


เพราะสังคมเมืองไม่ใช่สังคมนาคสังคมผี เพราะกรุงเทพชื่อก็บอกแล้วว่าไม่ใช่เมืองของผีหรืองู คนที่empowerด้วยนางนาค ไม่ว่าจะสมสู่หรือเกิดจากครรภ์ จึงเป็นอื่นต่อบ้านเมืองของผู้ที่เจริญแล้ว เมืองในปัจจุบันจึงไม่ใช่พื้นที่ของทั้งผีและงู แต่เป็นเมืองของพุทธ พราหมณ์ และผู้ชาย ด้วยเหตุนี้ จึงมีเรื่องเล่าชาวกรุงเทพที่ว่า ผีสาวชื่อ”นาค”ต้องถูกปราบและพรากจากผู้ชายด้วยอำนาจรัฐ ( ทิดมากต้องไปเป็นทหาร ) และอำนาจสงฆ์ ( โดนพระพุฒาจารย์ ( โต ) ปราบ )


การที่คนลุกขึ้นมาสมพาสกับงูนั้นดูจะเป็นเรื่องของอดีต แต่ก็ใช่ว่าจะหายจากไปพร้อมกับกาลเวลา เพราะยังมีให้เห็นในปัจจุบัน แต่ไม่ใช่เฉพาะจังหวัดอุดรธานี แต่มีทุกที่ที่มีผู้หญิง
เพราะผู้หญิงถูกเปรียบให้เหมือนงูมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว และการเรียกนางอันเป็นที่รักว่า “ แม่เนื้อเย็น ” ก็เป็นคำเรียกที่เกิดจากความเชื่อที่ว่าผู้หญิงตัวเย็น เงี่ยนไม่ได้ร้อนไม่เป็น กลายเป็นสัตว์เลือดเย็นเหมือนงู หรือเป็นมนุษย์ที่มีระบบความร้อนเผาผลาญไม่มาก จนอสุจิเป็นสีแดง ( ประจำเดือน ) ไม่ใช่สีขาวใสเหมือนผู้ชาย ดังที่นักปรัชญาตะวันตกเชื่อกันเมื่อ 400 - 300 กว่าปีก่อนคริสตกาล นอกจากนี้ผู้หญิงยังถูกมองว่า ไว้ใจไม่ได้เหมือนอสรพิษลิ้น2แฉก เลี้ยงไม่เชื่อง จะแว้งฉกกัดเมื่อไรไม่รู้


ไม่ว่าปีไหนพ.ศ.ไหนโลกจะร้อนมากขึ้นมากเพียงใด ผู้หญิงก็ยังตัวเย็นเป็นงูอยู่เหมือนเดิม อย่าเพิ่งไปว่าคุณพี่สามีนางงูที่ข้ามภพข้ามชาติข้ามสปีชี่มารักกันว่าแม่งบ้า เพราะผู้ชายส่วนใหญ่มันก็บ้าทั้งนั้น เห็นบอกว่าเมียตัวเองแม่ตัวเองเลือดเย็นแถมเลี้ยงไม่เชื่อง … แต่ก็รักนักรักหนา

วันพุธที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2551

เพศวิถีที่ถูกเซ็นเซอร์

แล้ว Brokeback Mountain ที่ฉันตั้งหน้าตั้งตารอก็มาฉายเสียที ขอขอบคุณเคเบิ้ลทีวี ที่ชะลอหนังโปรดจากโรงภาพยนตร์มาตั้งไว้ในห้องนอน แถมยังตั้งเวลาเตือนได้อีกด้วยว่ากำลังจะฉาย ฉันนับเวลาถอยหลังเฝ้าดูฝูงแกะ ทิวเขาเมฆหมอกประกอบซาวนด์ชวนง่วง อย่างอดทนเพื่อรอชมซีนยอดปรารถนาของฉันและใครหลายๆคน นั่นคือ...เลิฟซีน
ฉากรักในเต็นท์ของชายเลี้ยงแกะในชุดคนเลี้ยงวัวอารมณ์เปลี่ยว 2 คน ท่ามกลางทุ่งหญ้าบนยอดเขาอันหนาวเหน็บ และแล้วฉากนั้นก็มาถึง
ทันทีที่เงาตะคุ่มๆ พระเอก กับ พระเอก ( อีกคน ) โถมตัวกระโจนเข้าแลกน้ำลายกันในความมืดสลัว แสงอาทิตย์ยามอรุณรุ่งก็สาดขึ้นทันทีราวแสงอสุนีบาต ท่ามกลางความตะลึงพรึงเพริศของฉัน
...อ้าว แล้วฉากที่ไอ้หนุ่มเลี้ยงแกะขี้หนาวมันเอากันอย่างดุเดือดจนร้องเป็นเสียงแกะอย่างที่ได้ดูในโรงมันหายไปไหนวะ...

ฉากรักที่ฉันอุตส่าห์เฝ้ารอดูถูกหั่นทิ้งไปเรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆที่ฉากการจูบกันของเพศเดียวกันจะต้องถูกเซนเซอร์ ถูกทำให้เบลอ ไม่ก็มีรูปอะไรสักอย่างมาบังไว้ ผิดกับเลิฟซีนของผู้หญิงผู้ชายที่แสดงความรักด้วยการกอดจูบลูบคลำกันอยู่ให้เห็นออกดาษดื่น ซึ่งฉันก็เห็นตั้งแต่จำความได้จนมาถึงปัจจุบัน ไม่ยักกะถูกหั่น ถูกบังให้รำคาญตาระคายใจ
...แต่ทันทีที่เพศเดียวกันแสดงความรักด้วยการจูบขึ้นมาบ้างกลับถูกเซ็นเซอร์ขึ้นมาทันที...

เป็นที่เข้าใจได้ว่า อะไรที่ถูกเซ็นเซอร์มักเป็นสิ่งที่ชวนเสียวทั้งนั้น ไม่ว่าจะเสียวแบบ หวาดเสียว สยดสยองชวนพองขน ชวนสะอิดสะเอียน หรือ เสียวสยิว เสียวกระสัน
ดังนั้นจึงอาจทำความเข้าใจได้ว่า การจูบกันระหว่างเพศเดียวกันมันน่าสยดสยองสะอิดสะเอียนกว่า ชวนคลื่นเหียนเจียนไส้กว่า หรืออนาจารมากกว่าการจูบกันระหว่างเพศตรงข้าม
การจูบในบางครั้งกระทำไปเพื่อแสดงออกการสนองตอบความต้องการทางเพศ ซึ่งก็คือความหมายพื้นฐานที่สุดของคำว่า “ เพศวิถี ” ( Sexuality ) ที่แต่ละบุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและสนองตอบความต้องการทางเพศ เราจึงมีเห็นความรักของ ชายหญิง ผู้ชายกับผู้ชาย ผู้หญิงกับผู้หญิง คนแก่กะเด็ก มาโซคิสม์กับซาดิสม์ มากมายหลายหลากในโลกของความเป็นจริง หากแต่โลกของสื่อกลับอ้าแขนต้อนรับให้เพศวิถีเดียวนั่นคือ ความสัมพันธ์ระว่างชายกับหญิงเท่านั้น
ความปรารถนาของแต่ละตัวบุคคลนั้นคือสิ่งที่จะกำหนดตัวตนและอัตลักษณ์ของบุคคลนั้นๆ ดังนั้นเพศวิถีจึงเป็นตัวแสดงตัวตนของแต่ละบุคคล การเซ็นเซอร์การแสดงออกถึงความต้องการของคนหนึ่งย่อมแสดงถึงการไม่ยอมรับอัตลักษณ์ของบุคคลนั้นๆ การเซ็นเซอร์ฉากรักหรือแม้แต่การจูบของเกย์ในโลกสื่อจึงไม่ต่างอะไรไปจากการเลือกปฏิบัติห้ามเกย์และตุ๊ดประกอบอาชีพบางอาชีพ บริจาคเลือด รวมไปถึงการทำประกันชีวิตในบางบริษัท ในโลกของความเป็นจริง
ไม่เพียงแต่ความเพศวิถี ที่ถูกเซนเซอร์ คำว่า “ ตุ๊ด ” ก็ยังถูกดูดเสียงในบทสนทนาของตัวละคร ราวกับว่าคำๆนั้นเป็น taboo language ที่ไม่ควรเอ่ยถึง เดี๋ยวมันจะโผล่มา อย่างที่โบราณเขาว่า เข้าป่าห้ามพูดถึงเสือ ลงเรือห้ามพูดถึงจระเข้
บางทีการเซ็นเซอร์คำๆนี้ อาจเกิดมาจากสังคมมองว่าคนที่เป็นตุ๊ดเป็นสิ่งที่ไม่ดีงาม เสื่อมทราม พลอยทำให้คำว่า “ ตุ๊ด ” ถูกนำใช้เป็นคำด่าและกลายเป็นคำหยาบคายไป
...จนในที่สุดคำว่า “ ตุ๊ด ” และ “ กะเทย ”บนโลกในโทรทัศน์และภาพยนตร์ ตกอยู่ในสถานภาพเดียวกับคำว่า หี ควย แม่มึงตาย...
ดารากะเทย เกย์ ทอมดี้ เลสเบี้ยน ซาดิสม์ มาโซคิสม์ ...ฯลฯ จึงต้องตอนเพศสภาพของตัวเองในโลกที่ใช้ชีวิตอยู่ เพื่อสวมบท ชายหญิง” แสดง ” ความรักใคร่ตามประสา ” คนปรกติ ” ในโลกในจอเงินและจอแก้ว อันที่จริงในโลกที่ดำเนินชีวิตอยู่ด้วยเหมือนกัน
นอกเสียจากว่าจะถูกจ้างให้เล่นเป็นตุ๊ดหรือทอม ให้ปรากฏอยู่ในจอเพื่อเป็นสีสันประดับเรื่องราว ในฐานะ

“ ตัวตลก ”
โลกในแผ่นฟิล์มและโทรทัศน์ล้วนเป็นโลกเสมือนจริง เป็นการประดิษฐกรรมเพื่อเป็นตัวแทนและทดแทนให้กับโลกแห่งความเป็นจริง มันจึงเป็นเพียง representation ที่ผสมกับความนึกคิดจินตนาการของผู้สร้างลงไปด้วย หากแต่โลกเสมือนจริงอันเป็นโลกแห่งจินตนาการ จะเป็นโลกที่หมูหมากาไก่สามารถพูดภาษามนุษย์ได้ โลกที่ผู้หญิงจะขาวใสได้ใน 7 วันด้วยโฟมล้างหน้าราคาถูกกว่าข้าวหนึ่งมื้อ โลกที่มีซุปเปอร์ฮีโร่ฆ่ายังไงก็ไม่ตายเหาะเหินเดินอากาศได้ โลกที่มนุษย์สามารถทำลายอุกกาบาตที่จะพุ่งมาชนโลกได้สำเร็จ โลกที่ผีดิบนับเรือนแสนลุกขึ้นมาจากหลุมศพแล้วรวมกลุ่มเป็นชุมชนได้... แต่ถึงกระนั้น การร่วมเพศกับเพศเดียวกันกลับยังทำไม่ได้

วันพุธที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2551

เอาไว้โตก่อนแล้วค่อยรู้




จำได้ว่า ตอนเด็กๆ ครอบครัวฉัน เหมือนกับ ครอบครัวชนชั้นกลางดื่นๆแสนอบอุ่นในโฆษณาบ้านจัดสรร อยู่กันพร้อมหน้าพ่อแม่ลูก นั่งดูโทรทัศน์ร่วมกันหลังมื้อเย็น ซึ่งฉันมักหนุนตักแม่ดูละครหลังข่าวเสมอๆ
ในขณะที่นางเอกพราวเสน่ห์ค่อยๆช้อนหน้าขึ้นสบตากับพระเอกก่อนที่จะเผยอปากสีรูจเข้าประชิดปากฝ่ายตรงข้าม โลกทั้งใบก็มึดสนิทไปครู่หนึ่ง ด้วยฝ่ามือของแม่ที่กำลังปิดตาฉันเสียแน่น มีแต่เสียงของเจ้าหล่อนที่ฟังไม่ได้ศัพท์ เคล้าไปกับเสียงแซกโซโฟนที่คลออ้อยอิ่งไกลๆ
“เมื่อกี้ชนะชลทำอะไรเมขลาหรอแม่” ฉันกระเซ้าถามถึงภาพปริศนาหลังมือแม่
“เอาไว้ลูกโตก่อนแล้วค่อยรู้ก็แล้วกัน”
“……”




หลังจากนั้นฉันเฝ้าใฝ่หาคำตอบว่า ต้นเสียงที่ว่ารูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร มันช่างลึกลับ น่าค้นหา เหมือนเป็นการผจญภัยในดินแดนใดสักแห่ง จนกระทั่งครั้งหนึ่งที่ฉันได้ดูละครตามลำพัง เสียงชวนฉงนประหนึ่งละครวิทยุก็เฉลยแก่สายตาฉันอย่างทะลุปรุโปร่ง ฉันได้แต่ถอนหายใจอย่างผิดหวัง แค่นี้เองหรอกหรอ มันไม่พิสดาร พันลึก เหมือนกับในจิตนาการที่ฟุ้งซ่านก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ดีมันก็ทำให้ฉันรู้สึกว่าได้โตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นไปแล้วอีกก้าวหนึ่ง
การรับรู้และการมีเพศสัมพันธ์เป็นเส้นที่ขีดแบ่งช่วงวัยระหว่างเด็กกับวัยผู้ใหญ่ว่ามีความแตกต่างกันตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว พอเด็กผู้หญิงเริ่มมีระดู ขนเริ่มอุย ก็ถือว่าโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่หาผัวได้แล้ว
เมื่ออายุ 13 – 14 ปีก็ถือว่าโตเป็นหนุ่มเป็นสาว พร้อมที่จะออกเหย้าออกเรือน มีลูกเป็นแรงงานในการทำไรไถ่นา นี่แหละวัฒนธรรมไทย จวบจนเมื่อรับวัฒนธรรมจากตะวันตก ที่เกิดระบบการศึกษาในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย เพื่อรองรับอาชีพใหม่ๆที่นำเข้ามาแทนเกษตรกรรม วัยผู้ใหญ่จึงถูกถ่างให้ห่างออกไปอีก แต่ทว่าวัยเจริญพันธุ์กลับถูกย่นให้เร็วขึ้นด้วยเทคโนโลยี อาหารการกิน สิ่งแวดล้อม
ฉันมักได้ยินรัฐพร่ำบ่นเหมือนท่องจำอยู่ทุกสมัยว่า ข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทยและสินค้าส่งออกที่สำคัญ แต่รัฐไม่เคยสนับสนุนให้ลูกชาวนาทำนาและผลิตแรงงานแต่กลับให้ไปโรงเรียนเพื่อเรียนคอมพิวเตอร์เวอร์ชั่นวินโดว์ 95 ฝึกพูดภาษาอังกฤษ และเรียนการแต่งฉันท์กาพย์กลอน

กลายเป็นผู้ใหญ่ที่สังคมและรัฐจับตัดผมเกรียนให้มานั่งเรียนหนังสือ ท่องบ่นตำรา สอบเอนทรานซ์ แทนการร่วมเพศ อย่างที่ร่างกายกำหนด กลายเป็นลูกผีลูกคนไม่ใช่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ขึ้นรถเมล์ก็ไม่มีใครลุกให้นั่งเพราะถือว่าโตแล้ว แต่พอไปเอากันกลับหาว่าเป็นเด็กชิงสุกก่อนห่าม
เป็นสภาวะอิหลักอิเหลื่อที่จะเข้าใจและนิยามตัวตน ซึ่งทำให้วัยรุ่นอยู่ในฐานะ “ความเป็นอื่น” ในสังคม แต่กลับคาดหวังในฐานะ “ อนาคตของชาติ ”
วัยรุ่นจึงผูกติดกับ ”ความสับสน” อย่างดิ้นไม่หลุด เพราะอยู่ระหว่างวัยร่วมรักกับวัยเรียนรู้
หน่วยงานที่ดูจะห่วงวัยรุ่นจนน่าเป็นห่วงเสียเอง ได้แก่ หน่วยงานทางภาครัฐชื่อพิลึกกึกกือที่ว่า ศูนย์เฝ้าระวังวัฒนธรรม ณ กระทรวงวัฒนธรรม
ด้วยความกลัววัฒนธรรมจะหล่นหาย ศูนย์เฝ้าระวังจึงพยายามต่อต้านการเอากันของผู้ใหญ่ในวัยเรียนเพราะถือว่าขัดวัฒนธรรมอันประเสริฐของไทย เป็นการดำเนินตามวัฒนธรรมต่างด้าวอย่างลืมกำพืด
ฟังดูราวกับว่าเยาวชนไทยไร้สมอง คิดอะไรเองไม่เป็นต้องเลียนแบบประเทศโลกที่หนึ่ง เหมือนระบบข้าราชการและการศึกษาของไทย และราวกับว่าพลเมืองของรัฐนี้ไม่ปฏิสนธิกัน เพิ่งจะปี้ๆเอาๆกันเป็นก็ตอนหลังทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ถึงค่อยมีลูกหลานไว้ดำรงดักดานวัฒนธรรมไทยให้อยู่ได้ถึงทุกวันนี้
ศูนย์เฝ้าระวังวัฒนธรรมจึงกลายเป็นการประจานความไม่เคย ( และจะดูเหมือนว่าจะไม่มีวัน ) เข้าใจในบทบาทหน้าที่รวมไปถึงความหมายองวัฒนธรรม เฝ้าระวังแต่เรื่องร่วมเพศอันเป็นเรื่องของธรรมชาติแต่ไม่ใช่เรื่องวัฒนธรรม
ในฐานะพลเมืองจ่ายภาษีส่งเสียให้พวกท่านมีงบประมาณผลิตนโยบายพิลึกสมชื่อหน่วยงาน ฉันเห็นว่าการแก้ปัญหา ”เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร” ดูจะก่อการใหญ่ไปเสียหน่อย ขอแนะนำว่าน่าจะทำเรื่องเล็กๆและใกล้ตัวก่อนอย่าง ปัญหา ” เพศสัมพันธ์หลังวัยอันควร ” เพราะเห็นมีป้าคนหนึ่งที่ชอบออกมาจวกดาราวัยรุ่นแต่งตัวโป๊ยั่วกามรมณ์ ซึ่งดูหล่อนชอบพรีเซนต์จังว่าตนเองสวีทกับสามีแทบเป็นแทบตาย จนถึงขั้นต้องกราบเท้าสามีก่อนเข้านอน
เรื่องเพศในความคิดของวัฒนธรรมไทยดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องของคนเอาจู๋ไปจิ้มจิ๋ม หรือ เอาจิ๋มไปคร่อมจู๋ เรื่องล่อนจ้อนล่อนแจ๊ะ และการถูกล่าอาณานิคมทางวัฒนธรรม ซึ่ง ” เป็นอื่น ” จากสังคมไทยอันดีงาม
มันจึงถูกกำจัดออกไปให้พ้นหูพ้นตา แม้แต่คำว่า “อวัยวะเพศ” ยังถูกแทนที่ด้วยคำว่า “อวัยวะในที่ลับ” สร้างความลึกลับ พิศวงเหมือนมีมนต์ดำให้กับอวัยวะเพศ และ ต่ำช้าสาธารณ์ เกินกว่าจะสามารถปรากฏตัวบนพื้นที่สาธารณะได้ เช่นเดียวกับคำว่า “อสุจิ” ที่แปลว่า ไม่สะอาด สกปรก
อันที่จริงแล้ว เพศ ยังเกี่ยวข้องกับเรื่องของชนชั้น การช่วงชิงและบริหารทรัพยากรทางสังคม การกดทับ งัดข้อ และการประกาศถึงอัตลักษณ์
และที่สำคัญมันยังกระบวนการสร้างชาตินิยมสร้างความสมานฉันท์ให้กับคนในประเทศ ที่บรรดาหน่วยงานราชการแห่งประเทศไทยแลนด์โบ้ยว่าวัฒนธรรมโป๊ๆเปลือยๆเป็นของชาติตะวันตก ตัวเบี่ยงเบนวัฒนธรรมอันดีงามเป็นบ่อนทำลายอารยธรรมอันแสนศิวิไลซ์ของสยามประเทศ เหมือนที่โบ้ยว่าทองจากเจดีย์กรุงศรีอยุธยาหายไปเพราะพม่าขโมยไปสร้างเจดีย์ชเวดากอง ทั้งที่จริงแล้วคนไทยนี่แหละลอกเอาไปขายเพราะสภาวะยากจนหลังสงคราม
แต่ในสังคมชาวนาเรื่องเพศไม่ใช่เรื่องสกปรก แต่เป็นเรื่องเพื่อความอุดมสมบูรณ์ มั่งคั่ง เรื่องเพศจึงไม่ใช่เรื่องสกปรกและเป็นการครอบงำของตะวันตก ( colonial ) หากแต่เป็นเรื่องสกปรกของสังคมชันชั้นเจ้าและเป็นการครอบงำของหลังตะวันตก ( post-colonial )
วัฒนธรรมไทยจึงไม่ใช่ของชนชั้นไพร่ แต่เป็นของชนชั้นเจ้า ผู้สมมติเทพ ประหนึ่งเทวดา พระเจ้าผู้ไม่มีวันตาย ตรงกันข้ามกับการร่วมเพศที่การแสดงออกถึงมนุษย์ไม่มีวันเป็นอมตะ แต่ถึงกระนั้นเรื่องเพศกลับถูกห้ามเอ่ยถึงประดุจนามของพระเจ้า
อย่างไรก็ตามต้องชื่นชมกระทวงวัฒนธรรมที่พยายามธำรงรักษาวัฒนธรรมชนชั้นสูงโดยให้ชนชั้นล่างและกลางเป็นผู้ปฏิบัติ
เซ็กซ์จึงยังคงสิ่งแปลกปลอมที่ถูกพัดลอยมาจากลมตะวันตก และถูกวางไว้บนหอคอยงาช้าง หรืออย่างน้อยที่สุด บนตำแหน่งเดียวกับยาปราบวัชพืช ต้องวางให้อยู่พ้นมือเด็ก เพราะทันที่ที่เด็กไม่ประสาคว้าไป อาจถึงตายได้
เพราะเด็กนั้น อยู่ในสภาวะไร้เดียวสา บริสุทธิ์ผุดผ่อง และปราศจากเรื่องเพศ แยกไม่ออกว่าจู๋กับไส้ติ่งต่างกันอย่างไร ซึ่งเป็นสภาวะเดียวกับหน่วยงานในกระทรวงวัฒนธรรม

แม่ฉันพูดถูก “เอาไว้โตก่อนแล้วค่อยรู้”

วันเสาร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2551

อ่านหนังสือธรรมะแทนหนังสือโป๊กันเถอะ



ด้วยความที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เล็ก ฉันเป็นจึงคนชอบอ่านหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นตำราเรียนของพี่ที่จะเกินวัยฉันสัก3 ปี หนังสือพระนรกสวรรค์วิมานของยาย หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ของพ่อที่หน้าปกชอบขึ้นรูปนักการเมือง มักมีกลิ่นหมึกเหม็นๆกับการ์ตูนเล็กๆในเล่มที่อ่านยังไงก็ไม่เคยขำสักที และหนังสือนิตยสารผู้หญิงของแม่
ตอนเรียนประถมจำได้ว่าทุกเย็นวันศุกร์ หลังจากเลิกเรียนฉันวิ่งแจ้นไปเกาะรั้วโรงเรียนชะโงกหน้าออกไปนอกรั้วอย่างใจจดใจจ่อ ตาจ้องเขม็งไปยังถนนว่าเมื่อไรแม่จะมารับกลับบ้านสักที
วันศุกร์เป็นวันที่ฉันตื่นเต้นกับการได้กลับบ้านมากกว่าทุกวัน ราวกับว่าทุกวันศุกร์แม่จะมารับฉันกลับบ้านช้ากว่าผิดปรกติ เพราะวันนั้นแม่จะหยิบหนังสือ “ สตรีสาร ” ที่ลงแผงของทุกสุดสัปดาห์มาด้วย ทุกครั้งที่ฉันเริ่มอ่าน ฉันจะรีบเปิดกลางเล่มเพื่อดูว่าส่วนที่เป็นของเด็กนั้นมีอะไรบ้างๆ แล้วฉันก็จะค่อยๆอ่านคอลัมน์อื่นๆของผู้ใหญ่ก่อน แล้วเก็บคอลัมน์หน้ากลางไว้หลังสุดเพื่อความตื่นเต้น
เมื่อนิตยสารในดวงใจปิดตัวลงกลายเป็นตำนาน พร้อมกับวัยเด็กอันใสซื่อของฉัน เมื่อโตขึ้น ฉันก็เปลี่ยนนิตยสารอ่านเรื่อยๆ โดยดูจากนายแบบที่ขึ้นปก โดยเฉพาะช่วงเดือนมีนา – เมษาดารดาษนายแบบกำยำในชุดว่ายน้ำวาบหวิวจนฉันแทบเหมาหมดแผง และขวบวัยนี้เองที่ฉันเริ่มซื้อหนังสือโป๊มาอ่านและดู
ด้วยความที่เป็นคนรักการอ่าน หนังสือโป๊ที่แอบซื้อมา ฉันจึงชอบอ่านส่วนที่เป็นประสบการณ์ ( ปลอมๆ ) พวกเรื่องแต่งชวนเสียวมากกว่าดูภาพนายแบบล่ำๆหล่อๆกับไอ้จ้อนบวมเป่งเต่งตึง
หนังสือโป๊พวกนี้ผูกพันมากับฉันมาตั้งแต่อายุฉันเกินหนึ่งรอบ เพื่อนฉันมักถามว่า เวลาไปซื้อไม่อายคนขายหรอ ฉันก็ได้แต่ระล่ำระลักตอบไม่ถูก เพราะความอายของฉันมันหายไปตั้งแต่มีวัยเจริญพันธุ์เข้ามาแทนที่ ฉันได้แค่ตอบไปว่า
...คนขายมันยังไม่อายเลย คนซื้อจะอายทำไม...
หนังสือโป๊ทำให้ฉันหลงใหลในรูปร่างผู้ชาย และ “ ความเป็นชาย ” อันฝันเฟื่อง นายแบบหน้าตาคมสัน สูงใหญ่ รอยสักฝีมือดีมีราคาบนแขนและแผงอกที่หนั่นไปด้วยกล้ามเนื้อดูกำยำ ผิวขาวเนียนตัดไรขนสะดือและหน้าอกเส้นบางๆ บวกกับเครื่องเพศที่ขนาดเท่าสากกระเบือ
โอ๊ย!! พูดแล้วน้ำลายสอ
ที่ฉันพรรณนาไปเป็นรูปร่างหน้าตาที่ฉันอยากได้มาเป็นควง และเป็นรูปร่างหน้าตาที่คนที่ฉันควงด้วยหลายคนอยากจะมี เพียงแต่เป็นความอยากที่ได้แต่อยาก เพราะมันไม่เคยสมอยาก จะมีเพียงมนุษย์ไม่กี่คนบนโลกเท่านั้นที่จะมีได้ ตั้งแต่ฉันเด็กจนโตฉันยังไม่เคยเห็นคนที่มีรูปร่างแบบนั้นจริงๆในชีวิตแต่ละวัน
เพราะมันหายากกี่ล้านคนมันจะผุดขึ้นมาสักคน แต่ยังไงก็ยากไม่เท่าหนังสือโป๊ ที่แสนจะหาง่ายกว่า แต่ก็ใช่ว่าง่ายเสมอไป เพราะจะต้องหลบซ่อนตามตรอกซอกซอยที่อับมืด จนกลัวถูกดักฉุดมากกว่าถูกตำรวจจับ แต่จะเรียกว่าหายากก็ไม่ยากไม่ได้ เพราะคนประเภทที่คุ้นเคยจน ” รู้กลิ่น ” อย่างฉัน เรื่องแบบนี้มันเป็นพรแสวง
วันหนึ่งฉันไปฟังสวดงานศพที่วัดสักแห่งใกล้ร้านหนังสือโป๊ที่ฉันคุ้นเคย ของชำร่วยเป็นหนังสือธรรมะเล่มบาง ขากลับฉันอ่านฆ่าเวลาระหว่างรถติด หนังสือปะเภทนี้เวลาอ่านรู้สึกต้องแอบอ่านยังไงไม่รู้ รู้สึกเคอะเขินเหมือนอ่านหนังสือโป๊ชอบกล
ในหนังสือธรรมะ มันก็บอกอยู่แล้วว่าเนื้อหาก็ต้องเป็นธรรมะ สอนให้คนดีเหมือนกันทุกเล่ม ถ้าไม่ใช่คอหนังสือพวกนี้ก็จะไม่รู้หรอกว่าแต่ละเล่มต่างกันอย่างไร เหมือนหนังสือโป๊แหละที่แต่ละเล่มมันก็ให้ดูแต่คนเอากัน และเครื่องเพศชายก็เท่านั้น
หนังสือศาสนาที่ฉันอ่านอยู่ คล้ายๆกับเล่มอื่นๆที่ฉันเคยเปิดผ่านๆ ที่บอกว่าศีลธรรมที่ควรจะมี และ ทำความดีที่ควรทำเป็นอย่างไรมีอะไรบ้าง ดังที่ศาสดาเป็นและบอกให้ทำ ศาสดาจึงเปรียบเสมือน role model ที่ผู้อ่านหนังสือธรรมะสมควรลอกเลียนแบบและใฝ่ฝันที่จะเหมือนอย่างเขา
อารมณ์เดียวกับหนังสือหนังสือโป๊ ที่ฉันอยากเหลือเกินที่จะได้ผู้ชายที่เหมือนนายแบบในหนังสือโป๊และอยากจะเป็นเหมือนนางแบบพวกนั้นในหนังสือที่พวกหล่อนแลดู “ สูงยาวเข่าดี ” “ ขาวหมวยสวยอึ๋ม ” ผู้บริโภคหนังสือโป๊หลายคนก็คงเหมือนกับฉัน ที่อยาก ” เป็น ” ในสิ่งที่ “ ควรเป็น ” ทว่ายากเหลือเกินที่จะได้เป็นและอันที่จริงฉันเกิดมาก็ไม่เคยเห็นใครเป็นอย่างในหนังสือมันว่าสักที
ทั้งหนังสือโป๊และหนังสือพระ จึงเต็มไปด้วยมนุษย์ในอุดมคติ ล่องลอยอยู่ในความเพ้อฝัน และจินตนาการ แม้แต่รูปของศาสดายังเป็นรูปที่เกิดจากการจินตนาการไม่ใช่รูปตัวตนจริงๆ
ผู้ชายฉีดเจ้าโลกให้ใหญ่ขึ้นเข้าฟิตเนสทุกเย็นเพื่อให้มีกล้ามกำยำ ผู้หญิงเสริมอึ๋มและลดน้ำหนักอย่างเอาเป็นเอาตาย จึงไม่ต่างอะไรกับคุณตาคุณยายที่อ่านหนังสือธรรมะแล้วปฏิบัติธรรม เข้าวัดทำบุญ
เพราะทั้งคู่ก็นำเอาคนกลุ่มน้อยมาเป็น role model ให้คนส่วนใหญ่พยายามทำตามและลอกเลียนเพื่อให้เป็นดังที่หวังและจินตนาการ
ด้วยเหตุประการฉะนี้ หนังสือโป๊ กับ หนังสือพระ จึงไม่ต่างกัน
จะต่างกันบ้างตรงที่ หนังสือพระหาซื้อง่ายกว่าและราคาถูกกว่า วางแผงในที่ปลอดภัยกว่า แถมไม่ต้องซื้อแบบหลบๆซ่อนๆอย่างระแวงระวัง แถมหนังสือพระก็มีแจกทั่วไปในงานศพอย่างที่หนังสือโป๊ทำไม่ได้
เพราะฉะนั้น ...อ่านหนังสือธรรมะแทนหนังสือโป๊กันเถอะ

วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2551

เนื้อคู่

“ คงเป็นงพรหมลิขิตที่บันดาลให้เรามาพบกันค่ะ ”
“ เราเกิดมาคู่กันจริงๆครับ ”

โอย..รีบพูดให้จบๆสักทีหนึ่งเถอะ แขกเหรื่อจะได้กินกันต่อ กำลังอร่อย ไม่มีใครอยากมานั่งฟังคู่รักคู่อื่นมาพร้ำเพ้อเจ้อ เรื่องส่วนตัวกันหรอกย่ะ ฉันนั่งหงุดหงิดแกมริษยา ยิ่งเห็นเวลานังเจ้าสาวนั่นพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้เลอะเมคอัพที่หล่อนจ้างมาหลายพันเพื่อสวยเพียงในรอบ 4 ชั่วโมง เห็นแล้วอยากจะจิกหัวมาโขกกับน้ำแข็งรูปหัวใจกลางห้องบอลลูมให้หายตาร้อน
ชาตินี้ฉันคงไม่เคยเป็นเจ้าของงานพรรค์นี้ได้หรอก เพราะระยะเวลาความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับผู้ชายมากสุดมีหน่วยเป็นเดือน ไม่เคยมีหน่วยเป็นปีสักที อันที่จริงฉันอยากแต่งงานสักปีละครั้ง เพราะชุดเจ้าสาวสวยๆมีหลายแบบที่ฉันอยากใส่
มันไม่ยุติธรรมกันเลยว่าไหม ในเมื่อชุดเจ้าสาวสวยๆมีตั้งหลายชุดแต่เราใส่ได้แค่ชุดเดียวไปตลอดชีวิต เพียงเพราะการแต่งงานคือการที่คน2คนจะใช้ชีวิตในฐานะคนรักอยู่คู่กันไปตลอด เป็นเนื้อคู่กันและกันดังที่พระพรหมทรงลิขิตเอาไว้
มันเป็นตรรกะที่น่าจะได้รับมาจากชาวคริสต์ตะวันตก ที่แต่งงานกันแล้วไม่สามารถหย่ากันได้เพราะถือว่าทั้งคู่ปฏิญาณต่อพระพักตร์พระผู้เป็นเจ้าแล้วว่าจะเป็นคู่ผัวตัวเมียกันไปตลอดจนกว่าชีวิตจะหาไม่
เหมือนกับคำว่าเนื้อคู่ ที่บอกอยู่ว่ามีกันแค่2 เป็นค่านิยมไทยปนเทศที่ได้มาเมื่อรัชกาลที่ 6 สร้างค่านิยมผัวเดียวเมียเดียวในสังคมให้มีการสมรสเป็นคู่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย แน่ๆ
คำว่า “เนื้อคู่” “ พรหมลิขิต ” คำพวกนี้ฉันได้ยินบ่อยๆในงานวิวาห์ นอกจากจะชวนเลี่ยนเอียนแล้ว ยังเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครบนโลกได้พานพบสักครั้งทั้งพรหมและเนื้อคู่ แม้จะแต่งงานอยู่กินจนแก่เฒ่า แม้จะเคยผ่านศาลพระภูมิหรือสี่แยกราชประสงค์ ก็ไม่มีใคร บอกกับคนอื่นได้ตรงๆว่าฉันพบเนื้อคู่หรือพรหมจริงๆเข้าแล้ว
เพราะเนื้อคู่เป็นคนๆเดียวกับที่พรหมลิขิตให้มาคบกัน ที่จะอยู่ด้วยกันไปตลอดจนกว่าชีวิตจะหาไม่ สิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าเขาอยู่กับเราไปตลอดลมหายใจของเราก็ต่อเมื่อเราตาย เพราะฉะนั้น เนื้อคู่จึงเป็นสิ่งที่เจ้าของพิสูจน์ไม่ได้เลยตลอดชีวิต ที่ยังมีลมหายใจอยู่ เหมือนที่เราจะได้มีโอกาสเห็นพระพรหมตัวจริงเสียงจริงเมื่อตอนตาย
พูดง่ายๆมันไม่มีอยู่จริงจากประสบการณ์ของเรา ฉันจึงไม่มีทางรู้ได้เลยว่าไอ้หมอนี่ที่ฉันคบหาอยู่ด้วยมันเป็นเนื้อคู่ฉันจริงๆหรือเปล่า
คนที่ ( เชื่อว่า ) รู้อนาคตได้จึงกลายเป็นที่พึ่งของคนที่อยากมั่นใจว่าคนๆนี้ใช่เนื้อคู่กูจริงไหม จึงไม่น่าแปลกใจหากเรื่องความรักความใคร่จะเป็นเรื่องอันดับต้นๆที่จะถามหมอดู
“ หมอดูบอกว่าอีก 5 ปีฉันถึงจะได้แต่ง ช่วงนี้ฉันขอฟันผู้ชายไปเรื่อยๆฆ่าเวลาก่อนดีกว่า ” เพื่อนสาวคนหนึ่งพูดกับฉันระหว่างดูคู่วิวาห์ตัดขนมเค้กเชยๆนั่นๆ
ฉันว่าบุพเพสันนิวาส เนื้อคู่หรือพรหมลิขิต มันเป็นวาทกรรมคล้ายๆเวรกรรมแต่ชาติปางก่อนหรือพระเจ้าเป็นผู้กำหนด ที่ทำให้เราเชื่อว่าชีวิตของมนุษย์มีมือที่มองไม่เห็น ( invisible hand ) มากำหนดควบคุมอยู่ซึ่งไม่สามารถขบถขัดขืนมันได้ เป็นวาทกรรมวาทเวรที่ผลิตขึ้นเพื่อสร้างความชอบธรรมให้คนหนึ่งกับคนอีกคนหนึ่งอยู่ด้วยกันไปตลอดอย่างไม่ตั้งคำถามสงสัยหรือมิบังอาจเปลี่ยนแปลงมัน
ฉันว่า คนเรามันมีวิถีทางในการดำเนินชีวิตต่อไปในอนาคตมีตัวแปรต่างๆมากมาย แต่คนรักเนี่ยะเป็นตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้เลยจริงๆ ไม่รู้ว่าเลิกร้างกัน หรือล้มหายตายจากกันเมื่อไร และจะพลิกชีวิตเราไปมากน้อยขนาดไหน ฉันอาจจะโชคดีมีดวงชาตรีอุปถัมภ์ได้ไฮโซหนุ่มเป็นสามี แต่ก็ไม่แน่ฉันอาจจะไปคว้าไอ้หยำเปหน้าปากซอยมาทำผัวให้มันซ้อมทุกคืนหลังเมา หรือบางทีเด็กนักศึกษาที่คั่วกันอยู่ตอนนี้อาจจะหลอกแดกจนอิ่มแล้วทิ้งฉันให้เสียผู้เสียคนไปก็ได้ ใครจะไปรู้
เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะประกันความมั่นใจได้ดีที่สุดว่าสามารถควบคุมให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ก็คือ “ เพราะเราเป็นเนื้อคู่กัน หรือพรหมลิขิตท่าเขียนไว้แล้ว ” นี่แหละข้อดีของมัน
เรื่องของบุเพสันนิวาส พระบางรูปบอกว่า เป็นเพราะชาติที่แล้วทั้ง2 เคยเป็นคู่ครองกันมาก่อน ทำบุญร่วมกันไว้ ชาตินี้เลยได้ร่วมเสวยบุญร่วมกัน คราวนี้คงไม่ใช่เอาศาสนาความเชื่อมาสร้างความชอบธรรมคู่รักอยู่ร่วมกันไปตลอดเหมือนพรหมลิขิต แต่ความรักกลับถูกนำมารับใช้สถาบันทางศาสนา เราจึงต้องลากแฟนมาด้วยเพื่อที่จะได้เป็นคู่บุญคู่กรรมกันไปในชาติภพถัดๆไป สรุปว่าผลดีตกอยู่ที่วัด ได้ปัจจัยเพิ่มแทนที่จะได้จากคนเดียว
แล้วถ้าชาติปางก่อนมีจริง มนุษยชาติมันก็ต้องมีปริมาณในอัตราคงที่ ทำไมจำนวนประชากรมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆล่ะ มันโผล่มาจากไหนกัน
แต่พวกที่บอกว่า เนื้อคู่กัน หน้าจะเหมือนกัน คงเป็นพวกเจ้าแน่ๆเลย ที่ชอบสืบพันธุ์กันในเครือญาติพี่น้องกัน ไม่เชื่อไปอ่านพุทธประวัติ หรือ พงศาวดาร ประวัติชนชั้นสูงดูสิ ไพร่อย่างฉันจะหาใครหน้าเหมือนก็ยาก อีกอย่างฉันออกจะขี้ริ้วขี้เหร่ขนาดนี้ ถ้ามีคนหน้าเหมือนฉันมาจีบ... ให้ตายเหอะทำใจไม่ได้
วันก่อนอ่านหนังสือเรื่องแต่งงานข้ามเชื้อชาติอะไรสักอย่าง ในรัฐจารีตอโยธยาสมัยพระนารายณ์มหาราช พระเพทราชา ที่กลัวคนไทยจะถูกกลืนเชื้อชาติ ศาสนา เข้ารีตเป็นศาสนาอื่น จนต้องออกกฎไม่ให้แต่งงามข้ามชาติโดยเฉพาะชาวตะวันตกคริสต์ศาสนิกชน มิฉะนั้นถูกประหารชีวิตทั้งคนแต่งและประยูรญาติ เขาถึงบอกไงให้แต่งงานกับคนหน้าเหมือนกัน
เรื่องของพรหมลิขิต บุพเพสันนิวาส ว่ากันบ่อยๆว่าเป็นเรื่องของความรักที่ไร้ขอบเขต ปราศจากพรมแดน ถึงขนาดเขาสูงบังกั้นไว้ รักยังได้บูชา
แต่น่าแปลกที่ฉันไม่เคยเห็นลูกคุณหนูไฮโซคนไหนเป็นเนื้อคู่กับสามล้อถีบกาฬสินธุ์ หรือ อธิการบดีเป็นเนื้อคู่กับกับพาลโรงในมหาวิทยาลัยสักที
ฉันไม่เคยเจอพรหมลิขิตหรอก เจอแต่ผีลิขิตสิไม่ว่า ออกตระเวนราตรีทีไรเป็นอันต้องได้ผู้ชายมาควงทุกที เจ้าบ่าวบนเวทีน่ะ เมื่อเร็วๆนี้ฉันก็เคยเป็นคั่วกับเขาหลังผับเลิกนะยะ
“ ชิส์... พรหมลิขิตเอย เนื้อคู่เอย เพ้อเจ้อ หลับหูหลับตาพูดรึไงย่ะ มันก็แค่สิ่งที่มาสร้างเสถียรภาพให้กับความรักโรแมนติกแบบวิคตอเรียน” ฉันเริ่มตระโกนในใจตามประสาตัวอิจฉา ฉันเริ่มพาล “ ผู้ชายข้างๆหล่อนก็จะเป็นเจ้าบ่าวแค่วันนี้วันเดียวเท่านั้น และหลังจากนั้น คนที่จะเป็นบ่าวไปชั่วชีวิตก็คือหล่อนแหละย่ะ ” หางตาฉันส่งค้อนไปยังเวทีหนึ่งที “ หล่อนจะกลายเป็นแม่และเมียในมุ้งในครัวล้างจานถูบ้านซักผ้าหัวฟูจนไม่มีเวลาแต่งสวยหรอก มีสามีไว้ให้ตัวเองเป็นทาสหรือยะ สามีมันแปลว่าเจ้านายไม่รู้รึไง นัง.... ว้ายยยย!!! ถึงเวลาเจ้าสาวโยนช่อดอกไม้แล้ว รีบไปรอรับดีกว่า ”